บันทึกความทรงจำ ภูหินร่องกล้า 2 ปี ไม่เคยลืมเลือน

๑. 

มันเป็นทรงจำที่ไม่เคยเลือนรางจางหายไปจากความทรงจำของผม  แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมาแล้วหลายปี  แต่ภาพความประทับใจก็ยังคงฉายชัดเมื่อหวนระลึกถึง 

ครั้งเมื่อผมจบการศึกษาจากชั้นมัธยมปลาย  เพื่อนฝูงหลายคนได้เลือนหายไปจากชีวิต  พวกเราต่างไปศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกันเหมือนแต่ก่อน  จนหลายครั้งผมรู้สึกได้ว่าพวกเราห่างเหินกันจนความสัมพันธ์ของพวกเราคล้ายจะถึงจุดสิ้นสุด 

ผมไปศึกษาที่วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก  สาขาช่างเทคนิคสถาปัตยกรรม  แต่ทว่าท้ายที่สุดผมก็ไม่สามารถคว้าประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงจากสถาบันที่ผมเล่าเรียนได้  ผมออกจากเรียนกลางคันและอยู่บ้านหายใจทิ้งไปวัน ๆ อยู่เกือบสองปี  ไม่ค่อยได้ออกไปไหน  ไม่มีเพื่อนแวะเวียนมาหาเท่าไหร่นัก  จำได้ว่าผมเริ่มสูบบุหรี่แบบมือสมัครเล่นก็ตอนนี้  จนปัจจุบันแม้จะพยายามเลิกมานับครั้งไม่ถ้วน  แต่ความพยายามก็ล้มเหลวเสียทุกครั้งไป   

ไอ้กิ๊บเป็นเพื่อนมัธยมปลายคนแรกที่แวะมาเยี่ยมหลังจากที่ได้เจอหน้าค่าตากันเพียงครั้งสองครั้งหลังจบมัธยมศึกษาปีที่  6  ผมมาทาบภายหลังจากปากของมันว่า  เพราะมันอกหักอย่างรุนแรง  และไม่มีเพื่อนคนไหนว่างพอจะช่วยมันซ่อมแซมหัวใจให้ฟื้นคืนสู่สภาพปกติ  มันจึงเลือกมาหาผม  เราคุยกันหลายเรื่องย้อนอดีตเมื่อครั้งยังศึกษาร่วมสถาบันเดียวกันมาตลอด 9  ปี  ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่  3  จนกระทั่งจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6  เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว  มันใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่กดเบอร์บ้านไอ้ปอง  ตอนนั้นไม่มีใครรับสาย  ผมถามไอ้กิ๊บว่า  “มึงมีบุหรี่ไหม”  มันบอกว่า  “มี”  ผมจึงชวนมันขับมอเตอร์ไซค์ออกไปสูบบุหรี่กันข้างนอก  เรานั่งสูบบุหรี่กันที่ริมแม่น้ำน่าน  พูดคุยกันถึงความฝันของตัวเอง  ไอ้กิ๊บบอกว่ามันอยากเป็นช่างตัดผมชาย  อยากเป็นนักเขียน  ส่วนผมบอกมันไปว่า  ตัวเองยังไม่มีความฝันอะไรเลย  อาชีพนักเขียนก็น่าสนใจ  อยากลองทำดูเหมือนกัน  

p63.jpg(ต่อมา  ไอ้กิ๊บคนนี้แหละที่ให้ผมยืมหนังสือวรรณกรรมดี ๆ มาอ่าน  และเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเป็นนักเขียนของผม

เราคุยกันไปหมดบุหรี่ยี่ห้อลอนดอนไปคนละสามมวน  โทรศัพท์เคลื่อนที่ของไอ้กิ๊บก็ดังขึ้น  มันล้วงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์จ้องมองที่หน้าปัด  ไอ้กิ๊บบอกว่าไอ้ปองโทรฯมาแล้วกดรับสาย  ผลจากการโทรฯมาของไอ้ปอง  ทำให้เรานัดแนะที่จะสังสรรค์กันในค่ำคืนนี้  โดยมีผม  ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  และไอ้เตี้ย 

ไอ้เตี้ยขณะนั้นยังคงมีสถานภาพเป็นนักศึกษาราชภัฏพิบูลสงคราม(ขณะนั้นยังไม่เป็นมหาวิทยาลัย)ชั้นปีที่  4  คณะสัตวบาล  ไอ้เตี้ยเรียนช้ากว่าพวกเรา  เพราะมันว่างเรียนไปปีนึงเต็ม ๆ  ส่วนไอ้กิ๊บนั้นจบจากมหาวิทยาลัยนเรศวร  มนุษย์ศาสตร์  เอกประวัติศาสตร์  และกำลังตกงาน  ไอ้ปองจบจากราชภัฏลำปาง  สาขาการบัญชี  ทำงานกับญาติในร้านถ่ายเอกสาร  ถ่ายรูปทำบัตร  ทำพ.ร.บ. ในขนส่งจังหวัดพิษณุโลก  สำหรับตัวผมเองก็อย่างที่เรียนให้ทราบไปแล้ว  ผมเรียนไม่จบ  หรือ  จบก่อนพวกมันมาก่อนร่วม 2 ปี   

เมื่อเวลานัดมาถึงไอ้ปองขับรถเก๋งโตโยต้า โคโรล่า  สีบรอนซ์เงินมารับที่บ้านของผม  ตามข้อตกลงไอ้ปองจะต้องเป็นคนรับไอ้เตี้ยมาก่อนเพราะบ้านไอ้เตี้ยอยู่ต้นทาง  แต่ไอ้ปองกลับบอกว่ามันลืมทางไปบ้านไอ้เตี้ยไปเสียแล้ว  เราจึงต้องย้อนกลับไปรับไอ้เตี้ยโดยมีผมเป็นคนบอกทาง  ถึงบ้านไอ้เตี้ยมันยืนคอยอยู่แล้วเราจึงไม่ต้องเสียเวลาตะโกนเรียกมันให้รบกวนชาวบ้านใกล้เคียง 

ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกหลังจากห่างหายกันไปกว่า 4 ปี  เราพูดคุยกันถึงวีรกรรมของแต่ละคน  แล้วก็ถามกันว่าทำไมพวกเราจึงเพิ่งจะมารวมตัวกันแบบนี้  ความสนิทสนมคุ้นเคยเก่า ๆ เริ่มกลับคืนมา  คืนนั้นเราไปต่อกันอีกหลายที่  กว่าผมจะถึงบ้านก็เกือบตี 4 ครึ่งแล้ว  ผมจึงตัดสินใจให้พวกเพื่อนนอนกันที่บ้าน  เพราะในอาการมึนเมาเช่นนี้  ผมก็ไม่อยากให้เพื่อนออกไปเสี่ยงข้างนอก

รุ่งเช้าต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน  ไอ้กิ๊บขับมอเตอร์ไซค์กลับ  ไอ้ปองไปส่งไอ้เตี้ยก่อนแล้วจึงกลับบ้านตัวเอง  ผมคิดว่าคงอีกนานกว่าที่เราจะมารวมตัวสังสรรค์กันแบบนี้ได้อีกครั้ง  แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมคาดคิด  เพราะนับจากนั้นเป็นต้นมาเราจะนัดสังสรรค์กันเดือนละครั้ง  อย่างมากที่สุดก็เดือนละ 2 ครั้ง  จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับพวกเรา  สถานที่เที่ยวกลางคืนสำหรับนั่งดื่มและฟังเพลงแทบจะทุกที่พวกเราเข้าไปใช้บริการกันมาเกือบจะทั้งหมด  แต่จะมีที่ประจำอยู่เพียงไม่กี่ที่ที่เรานิยมจะไปนั่งกัน  พวกเราชอบบรรยากาศสบาย ๆ เสียงไม่ดังมากนักเพราะเราต้องการคุยเฮฮากันมากกว่า

พวกเรากลายเป็นเพื่อนที่กลับมาสนิทอีกครั้ง  และคราวนี้กลายเป็นว่าเราสนิมกันมากกว่าเดิม  จนสามารถพูดได้อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า  ทั้งผมและพวกมันต่างเป็นเพื่อนตายของกันและกัน  เราไม่มีความลับต่อกัน  สามารถเปิดอกพูดคุยปรึกษาปัญหาสารพันได้อย่างไม่คลางแคลงใจต่อกัน 

ครั้งหนึ่งหลังจากเมามายกันจนได้ที่  เราพากันกลับบ้านโดยมีไอ้ปองเป็นสารถี  โทรศัพ์เคลื่อนที่ของไอ้กิ๊บดังขึ้น  ฟังมันคุยไปได้สักระยะก็พอจับใจความได้ว่าแฟนเก่าที่หักอกไอ้กิ๊บโทรฯมารื้อฟืนความหลัง  ด้วยความเมาและปากไว  ผมตะโกนบอกไอ้กิ๊บจากเบาะหน้าข้างคนขับว่า  ไม่ต้องพูดกับผู้หญิงXXX  คนนี้อีกแล้ว  วางไปเลย  ไอ้ปองขณะขับรถอยู่มันเอื้อมมือมาตบหัวผม  และบอกว่าให้มันจัดการของมันเอง  มันรู้ว่าควรทำยังไง  มึงยิ่งพูดมากมันยิ่งลำบากใจ  ไอ้กิ๊บละจากโทรศัพท์เคลื่อนที่หันกลับมาพูดว่า  เฮ้ย!  ไม่เป็นไร  มึงอย่าไปทำมัน  กูรู้มันหวังดีกับกู  ไอ้เตี้ยตัดบท  เฮ้ย!  มึงอย่าเถียงกันกูหิว  ไอ้กิ๊บวางสาย  เออ…กูก็หิว  แล้วกดปิดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของตัวเอง  หลังจากไอ้ปองมาส่งที่บ้านผม  ไอ้กิ๊บ  ไอ้เตี้ย  ตกลงจะนอนบ้านผม  ส่วนไอ้ปองขอตัวกลับบ้าน  จะพูดอย่างไรมันก็ไม่ยอม  มันกลัวว่าพรุ่งนี้เช้ามันจะไปทำงานไม่ทัน  คืนนั้นหลังจากปิดไฟและเตรียมตัวเข้านอน  ผมเอ่ยคำขอโทษต่อไอ้กิ๊บ  ไอ้กิ๊บบอกว่า  มึงอย่าเก็บเอามาคิดไอ้สัตว์กูรู้อะไรเป็นอะไร  กูไม่ได้โกรธมึง  เออ  ผมตอบมันได้แค่นั้น  ไอ้เตี้ยก็แทรกขึ้นมาว่า  เออ…กูง่วงแล้วพวกมึงจะนอนกันได้หรือยัง?


๒.

ปีนั้นหลังจากเบื่อเที่ยวกลางคืนกันจวนเจียนจะสำรอกออกมา  เราจึงตัดสินใจกันว่าเราต้องการการโอบกอดจากขุนเขาและลำเนาไพร  เราปรึกษากันแล้วตกลงปลงใจว่าเราจะขึ้นภูหินร่องกล้าไปกินเหล้าเป็นเพื่อนธรรมชาติกันบ้าง  การวางแผนเริ่มขึ้นในนาทีต่อมา  เราต้องขึ้นภูหินร่องกล้าในช่วงฤดูหนาว  อากาศหนาว ๆ บรรยากาศสบาย ๆ เราจะเติมแอลกอฮอร์เข้าเส้นเลือดกันได้อย่างคล่องคอ  เรากำหนดวันเวลากันให้ลงตัวกับทุก ๆ คน 

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง  ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันไอ้เตี้ยโทรฯมาบอกผมว่ามันขอตัวไม่ร่วมทางไปกับเรา  ผมถามเหตุผล  มันบอกว่ามันต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ  ผมถามมันว่า  ไปแค่คืนเดียวเองไม่เสียเวลาอ่านหนังสือมากมายนักหรอก  มันยืนยันที่จะปฏิเสธ  ผมไม่รู้จะคะยั้นคะยอมันด้วยวิธีไหน  จึงบอกมันไปว่า  แล้วแต่มึง 

9  โมงเช้า  เป็นเวลาล้อรถควรจะเคลื่อน  ไอ้กิ๊บมาถึงก่อนเวลาร่วมชั่วโมงเศษ  ไอ้ปองตามมาในอีก 45  นาที  ต่อมา  ไอ้ปองถามหาไอ้เตี้ย  ผมบอกไอ้กิ๊บไปแล้วว่าไอ้เตี้ยต้องการอ่านหนังสือเตรียมสอบ  ไอ้กิ๊บจึงเป็นคนบอกต่อข่าวสารให้ไอ้ปองอีกที 

9  โมงเช้าเข็มยาวเลยเลข 12 ไปเล็กน้อย  หลังจากเตรียมข้าวของจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องแล้ว  ล้อจึงเคลื่อน  ไอ้ปองขับรถตรงไปที่บ้านไอ้เตี้ย  ผมถามไอ้ปองว่า  ไอ้เตี้ยมันจะอ่านหนังสือสอบนะมึงจะไปบ้านมันทำไม? ไอ้ปองสวนกลับมาว่า  กูจะลากมันไปกับเราเอง  พอถึงบ้านไอ้เตี้ย  ไอ้ปองบีบแตรรถ  ไอ้เตี้ยเดินออกมาหน้าบ้าน  ไอ้ปองลงรถไปเจรจา  ผมกับไอ้กิ๊บนั่งรออยู่ในรถ  สักพักไอ้เตี้ยเดินกลับเข้าไปในบ้าน  ไอ้ปองเดินกลับเข้ารถ  ไอ้กิ๊บถาม  เป็นไง  มันไม่มีตังค์มันเลยจะไม่ไป  แต่กูบอกให้มันไปเก็บของแล้วรอแป๊บเดี๋ยวมันมา  ไอ้กิ๊บบอกกับไอ้ปอง  ดีนะที่มึงจะมาลากมันไปด้วย  ไม่งั้นสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  เปิดสภาแล้วจะไม่สนุก  ผมพยักหน้าเห็นด้วย  ไอ้เตี้ยเดินยิ้มออกมา  สะพายเป้ไว้ข้างหลัง  ผมถามไอ้เตี้ยว่า  มึงเอาผ้าห่มมาด้วยไหมวะ  ไอ้เตี้ยตบเป้สองสามทีเป็นอันรู้กัน 

เราแวะโลตัสสาขาพิษณุโลก  เพื่อซื้อหาเครื่องดื่ม  และของขบเคี่ยว  ผมเฝ้ารถตามเคย  หลังจากเอาเงินมาวางกองกลาง  ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  ไอ้เตี้ย  ก็แบ่งหน้าที่กันไปซื้อหาของตามแผนกสินค้าต่าง ๆ  เพื่อประหยัดเวลา  ไม่นานนักไอ้เตี้ยกลับมาก่อน  ผมถามมันว่า  ทำไมมึงมาไวจังวะ?  กูกลัวใครจะมาลักพาตัวมึงไปเรียกค่าไถ่น่ะสิ  ไอ้เตี้ยตอบพร้อมชูถุงขนมกรุบกรอบ  มันฝรั่งฝานเป็นวงกลมทอดขนาดบรรจุใหญ่สุดสามสี่ห่อ  ไอ้เตี้ยยืนลังเลอยู่นอกรถไม่ไกลนัก  ผมนึกขึ้นได้ว่ามันไม่ชอบกลิ่นควันบุหรี่  ผมจึงทิ้งบุหรี่ลงพื้นและดับด้วยส้นเท้า  ไอ้เตี้ยจึงเข้ามานั่งในรถ  ถัดมาไปน่าจะเกิน 15 นาที  ไอ้กิ๊บกับไอ้ปองก็เดินเคียงคู่กันมา  ผมถามมันสองคนว่า  ได้ของครบไหม?  มันพยักหน้า  แล้วเอาเหล้าอะไรมาวะ?  รีเจนซี่  มันบอก 

ได้เวลาล้อเคลื่อนอีกครั้ง 

แผนของเราเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย  จากที่จะตรงไปภูหินร่องกล้าเลย  ไอ้ปองเสนอว่า  เราไปเที่ยวน้ำตกชาติตระการก่อนดีไหม?  พวกเราเห็นด้วย  รถของเรามุ่งตรงไปที่น้ำตกชาติตระการทันที  เราไปถึงที่หมายใกล้ 5 โมงเช้า  แวะซื้อเบียร์จากร้านส้มตำไปคนละ 2 กระป๋อง  ไอ้ปองรับหน้าที่แบกผมไว้บนหลังแล้วพาเดินลัดเลาะไปจนถึงบริเวณน้ำตกชั้นแรกh301.jpg

พวกเรานั้งมองสายน้ำที่ไหลออกมาจากช่องผาลงมากระทบแอ่งน้ำวงกลมขนาดราง 1 เศษเบื้องล่าง  แม้น้ำจะไหลมาไม่แรงนักเพราะฤดูฝนหมดหมาดไปนานแล้ว  แต่ทว่ามันกลับทำให้เรานิ่งมองมันด้วยความรู้สึกเคารพและยำเกรง 

น้ำตกชาติตระการ  เป็นน้ำตกที่มีอยู่ทั้งหมด  7  ชั้น  แต่ผมไม่เคยเห็นชั้นที่  2  ไปจนถึงชั้นที่  7  เลยสักครั้งเดียว  ไม่รู้ว่านอกจากชั้นที่   1  ที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้าผมนี้  ชั้นอื่น ๆ ที่เหลือจะงดงามขนาดไหน  หลังจากเบียร์หมดไปคนละกระป๋อง  ไอ้ปองอยากจะเดินขึ้นไปชมความงามของน้ำตกในชั้นต่าง ๆ  ไอ้เตี้ยสนใจและตามไปด้วย  ไอ้กิ๊บอาสานั่งเป็นเพื่อนผม  เราค่อยจิบ ๆ เบียร์กันไปอย่างสบายอารมณ์  วันนั้นมีเพียงพวกเราที่มาเป็นอาคันตุกะ  บรรยากาศจึงรื่นรมย์ยิ่งขึ้น  พักใหญ่ไอ้เตี้ยกับไอ้ปองก็เดินลงมา  ผมถามว่าเดินไปจนถึงชั้นไหน  ไอ้เตี้ยว่า ชั้น 5 สวยดีว่ะ  เมื่อเพื่อนมาสมทบกันจนครบไอ้กิ๊บจึงผลัดกางเกงเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้น  และวิ่งลงไปในแอ่งน้ำเบื้องหน้า  ผม ไอ้เตี้ย  ไอ้ปอง  มองหน้ากัน  ชักนึกสนุก  แล้วผลัดกางเกงเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นกันถ้วนหน้า  ไอ้เตี้ยแบกผมแล้ววิ่งตะลุยไปอย่างโคถึกคะนองไพร  แล้วมันจับผมเหวี่ยงลงไปในน้ำ  ผืนทรายชุ่มน้ำเบื้องหลังมีรอยเท้ามันวิ่งมาเป็นทาง ผมนอนแหงนหน้ามองไปบนยอดผามีต้นไม้ชะโงกหน้ามองลงมา  แล้วซึมซับความสงบและขรึมขลังจากธรรมชาติ  ไอ้กิ๊บไม่กล้าว่ายน้ำไปไกลมากนักเพราะพ้นจากผืนทรายที่สามารถเหยียบถึงก็คล้ายกับมีเหวลึกต่อช่วงทันที   ผมเองก็ไม่กล้าได้แต่นอนแช่น้ำอยู่บนผืนทรายในน้ำตื้นปล่อยให้ปลาตอดหัวนมเล่นให้เจ็บ ๆ คัน ๆ 

เราเล่นน้ำกันได้พักใหญ่  ไอ้ปองขึ้นไปดูนาฬิกา  แล้วตะโกนบอกว่า  ใกล้บ่าย 2 แล้ว  เตรียมตัวเดินทางต่อดีกว่า  ผม  ไอ้กิ๊บ  ไอ้เตี้ย  จึงขึ้นจากน้ำ  อาศัยน้ำในห้องน้ำชำระล้างตัว  เปลี่ยนเสื้อผ้า  และเริ่มรู้สึกหิวกันถ้วนหน้า 

ล้อเคลื่อนออกจากน้ำตกชาติตระการ  เราแวะเข้าตลาดในตัวอำเภอชาติตระการเพื่อเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็นและเป็นกับแกล้มไปในตัว  ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  ไอ้เตี้ย  ได้ไก่ย่างมาตัวนึง  เนื้อทอด  และข้าวเหนียว  จากนั้นเราก็รองท้องกันด้วยก๋วยเตี๋ยวคนละชาม  ก่อนจะเดินทางสู่จุดมุ่งหมายหลักในการเดินทางครั้งนี้  นั้นคืออุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า  ซึ่งระยะทางเหลืออีกไม่ไกลแล้ว-

ดวงตะวันคล้อยต่ำลงมาเรื่อย ๆ ขณะที่รถของเราจอดรอเพื่อเสียค่าผ่านทางแก่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ  มีเด็กชาวเขาหลายคนเดินมาเสนอขายดอกกระดาษและของที่ระลึกมากมาย  กระจายไปตามรถนักท่องเที่ยวที่จอดรอชำระค่าผ่านทางเช่นเดียวกับพวกเรา  พวกเราปฏิเสธที่จะซื้อสินค้าจากเด็กชาวเขาเหล่านั้น  เพราะงบประมาณในกระเป๋าของแต่ละคนเริ่มที่จะร่อยหรอ  เมื่อเสียค่าผ่านทางแล้วไม้ที่กั้นขวางทางก็ถูกยกขึ้นเปิดทางให้เราแล่นขึ้นไปบนภูหินร่องกล้า  ใกล้กันนั้นมีกรงขังสุนัขตั้งวางไว้หลายกรง  และมีสุนัขอีกหลายตัวที่ถูกขังอยู่ในกรงนั้น  ต่างเห่าหอนโหยหวนปานจะขาดใจ  ผมสันนิษฐานว่าสุนัขเหล่านี้คงถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯดักไว้  และไม่อนุญาติให้พวกมันติดตามเจ้าของขึ้นไปเที่ยวบนภูได้  พวกมันจึงถูกกักบริเวณอยู่ในกรงเพื่อรอให้เจ้านายของพวกมันกลับลงมารับ

ใช้เวลาไม่นานรถของเราก็แล่นมาจนถึงจุดสำหรับให้นักท่องเที่ยวกางเต็นท์  ผู้คนหนาตาจนเราคิดว่าจะมีที่เหลือให้เราได้กางเต็นท์กันหรือไม่  เราขับรถตระเวนหาจนพบลานหญ้ากว้างมีนักท่องเที่ยวมาจับจองกางเต็นท์กันอยู่บ้างแล้ว  เรานำรถเข้าไปจอดตรงบริเวณที่เป็นพื้นราบเสมอกัน  จัดการกางเต็นท์ 2 หลัง  ขนเครื่องนอนเข้าไปไว้ในเต็นท์  และจัดการปูเสื่อนำอาหาร เครื่องดื่มมาจัดวาง  ขณะนั้นอากาศเย็นมีลมกรรโชกอยู่แทบจะตลอดเวลา  ผมเสนอความคิดว่าเราน่าจะมีอาหารที่เป็นน้ำ ๆ เอาไว้ซดบ้างก็น่าจะดี  ไอ้ปองเห็นด้วยจึงนำรถออกโดยมีผมติดตามไปด้วย  เราไปที่ร้านขายอาหารและสั่งเกาเหลาลูกชิ้นมาชามนึง  ราคา  50  บาท  ผมคะเนว่าเจ้าของร้านคงจะขายเกาเหลาแถมชามพลาสติก  ราคามันถึงแพงมหาโหดได้ขนาดนี้  ไอ้ปองวางชามเกาเหลาไว้บนตักของผม  โชคดีที่กางเกงยีนส์ที่ผมใส่ในวันนั้นทำด้วยเนื้อผ้าที่หนามาก  ความร้อนจากชามเกาเหลาจึงไม่ระคายผิวเนื้อของผม  ไอ้ปองประคองรถกลับไปที่พักของเราอย่างระมัดระวัง  เมื่อไปถึง  ไอ้กิ๊บ  ไอ้เตี้ย  จัดการเปิดขวดรีเจนซี่และ on the rock กันอยู่ก่อนแล้ว  พอชามเกาเหลาวางลงตรงกลางวง พวกเราก็ร่วมกัน  on the rock กันอย่างพร้อมเพรียง  แต่ทว่าพวกเรา on the rock กันได้ไม่นาน  รีเจนซี่ก็พร่องไปอย่างน่าใจหาย  และราตรีก็ยังคงเหลืออีกยาวนาน  พวกเราจึงตัดสินใจดื่มรีเจนซี่ผสมน้ำแทน  เพื่อเป็นการเพิ่มระยะในการดื่มให้ห่างออกไปเท่าที่จะทำได้ 

คืนนั้นสายลมเย็นขู่กรรโชกจนเราต้องย่นคอเอามือซุกอยู่กระเป๋าเสื้อกันหนาว  และเขย่าขาเพื่อขับไล่ความหนาวเหน็บ  เสียงคนร้องเพลง  ตีกระติก  เคาะขวด  เป็นจังหวะอย่างเมามัน  ดังอยู่รายรอบ  

พวกเรานั่งคุยกัน  หัวเราะกัน  สบถใส่กัน  เล่นเกมต่อเพลงกัน ถ่ายรูปในตอนเผลอของกันและกัน   จนเมื่อเสียงรายรอบเริ่มเบาลงจนเงียบ  พวกเราจึงมุดเต็นท์เข้านอน  ผมนอนเต็นท์เดียวกับไอ้ปอง  ไอ้เตี้ยนอนเต็นท์เดียวกับไอ้กิ๊บ   

คืนนั้นเมื่อหัวถึงหมอน  ผมแทบจะหลับลงในทันที  มารู้สึกตัวทีก็เพราะเสียงฝีเท้าผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ด้านนอกเต็นท์  ผมปรือตามองในเต็นท์  ยังมืดอยู่  แต่หารู้ไม่ว่าด้านนอกนั้นฟ้าแจ้งแล้ว  อาทิตย์สาดส่องแสงโดยไม่มีเมฆมาบดบัง  ไอ้กิ๊บกับไอ้เตี้ยตื่นก่อน  และตะโกนเรียกผมกับไอ้ปอง  มันบอกว่าเช้าแล้ว  ยังไม่ตื่นกันอีกเหรอพวกมึง  ผมเข้าใจว่ามันคงล้อเล่น  แต่ก็หมดกระจิตกระใจจะนอนต่อ  จึงลุกและรูดซิปเปิดเต็นท์  แสงสว่างด้านนอกทำให้สายตาพร่าเลือนไปชั่วขณะ  ไอ้กิ๊บฉวยกล้องถ่ายรูปมาจับภาพไอ้ปองขณะยังนอนไม่รู้ไม่ชี้  ไอ้กิ๊บให้สัญญาณ  ไอ้ปองรีบผงกหัวขึ้นมายิ้มให้กล้องp3.jpgและลุกขึ้นมานั่งเปิดปากหาว  เช้าแล้วจริง ๆ ว่ะมึง  แดดจ้าเลย  ผมบอกไอ้ปอง 

เราช่วยกันเก็บเต็นท์ในเวลาใกล้ ๆ 8  โมงเช้า  สัมภาระถูกเก็บใส่ไว้ท้ายรถ  ขยะทุกชิ้นลงไปกองอยู่ก้นถังขยะที่ทำจากยางรถยนต์ทาสีเขียวเข้ม  ผมนั่งสูบบุหรี่มวนแรกของมันอยู่ตรงเบาะนั่งด้านข้างคนขับ  เปิดประตูรถให้กว้างที่สุดเท่าที่มันจะยอม  ไอ้กิ๊บหลังจากเอาขยะไปทิ้งก็เดินตรงมาขอบุหรี่จากผม  ไอ้ปองขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ  ไอ้เตี้ยวิ่งตรงมาหลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จ  ผมโยนบุหรี่ทิ้งออกนอกรถ  ไอ้กิ๊บโยนก้นบุหรี่ลงบนพื้นใกล้เท้าและใช้รองเท้าขยี้ให้ดับ  แล้วเดินมาขยี้ก้นบุหรี่ของผม  ก่อนนะเข้ามานั่งในรถ  ไปเที่ยวกันต่อ  ไอ้ปองประกาศ  ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย  และรถของเราก็เคลื่อนตัวออกไปจากลานหญ้านั้น

ผมนั่งรออยู่ในรถ  ในขณะที่ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  ไอ้เตี้ย  ไปสำรวจแผนการเดินทางไปชมจุดท่องเที่ยว  ซึ่งประกอบไปด้วย  ผาชูธง  ลานหินแตก  ลานหินปุ่ม  พวกมันเดินกลับมาบอกว่า  เดินเท้าเข้าไปประมาณ  700  เมตร  ผมบอกพวกมันว่า  เดี๋ยวกูรออยู่ในรถ  พวกมึงไปกันเหอะ  ไอ้ปองบอกว่าพวกกูตกลงกันแล้ว  จะผลัดกันแบกมึงจนกว่าจะไปถึง  ผมบอก  ไกลนะมึง  พวกมึงไม่ไหวหรอก  ไอ้เตี้ยว่า  มึงตอบแทนพวกกูไม่ได้หรอก  ไปเร็ว ๆ มึงอย่าทำลีลา  เสียเวลา 

ตลอดระยะทางจนไปถึงผาชูธง  ผมอาศัยหลังของพวกมันทุกคนในการเดินเข้าไปในป่า  บ้างครั้งเหนื่อยมากเราก็นั่งพักตรงฐานปืนต่อสู้อากาศยานที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ติดตั้งไว้สำหรับต่อสู้กับทางรัฐp22.jpgเมื่อหายเหนื่อยเราก็เดินทางกันต่อ  จนกระทั่ง  ‘ผาชูธง’  ปรากฏแก่สายตา  ผมเกาะอยู่บนหลังไอ้ปองในขณะที่มันกำลังผมปีนป่ายหินสูงขึ้นไปสู่ยอดผา  ซึ่งในอดีตเคยเป็นฐานปักธงฆ้อนเคียวบนผืนผ้าสีแดง  เพื่อประกาศชัยชนะที่มีต่อภาครัฐในการสู้รบ  แต่ ณ ปัจุบันมีธงไตรรงค์แทนที่อยู่บนยอดเสา  หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้สูญสลายไปจากระบบการเมืองไทย  

เรานั่งกันอยู่บนผาชูมอง  ชมทิวทัศน์จากเบิ้องสูงp41.jpgลมโชยหวิว  บางครั้งกรรโชก  แดดอ่อนยามสายไประคายผืวเนื้อ  ความตั้งแรกคือเราจะเดินไปให้ครบทั้ง  ผาชูธง  ลานหินปุ่ม  ลานหินแตก  แต่ความเหนื่อยล้าทำให้ทั้งไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  ไอ้เตี้ย  ต่างส่ายหัว  ประกอบกับเวลาที่ล่วงเลยไปมาก  ทำให้เราตัดสินใจจะย้อนกลับทางเก่า  เพราะจุดหมายต่อไปของเราคือ  ภูเรือ  จังหวัดเลย

รถของเราแล่นลงมาจนถึงหน้าอุทยานฯ  หน้าแผ่นไม้ขนาดใหญ่สลักชื่อ  อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าและลงสีด้วยสีขาว  พวกเรานั่งเรียงหน้ากระดานและขอร้องที่พี่ผู้ดูแลสวนเป็นคนถ่ายภาพให้

p1.jpgหลังจากเสียงชัตเตอร์ดัง  กล้องก็กรอฟิล์มโดยอัตโนมัติ  นั่นเป็นภาพสุดท้ายในการเดินทางครั้งนั้นของเรา 

๓.

เราออกจากอำเภอนครไทยมุ่งตรงเข้าจังหวัดเลย  แวะนมัสการพระธาตุศรีสองรักที่อำเภอด่านซ้าย  จังหวัดเลย  จากนั้นแวะรองท้องกันด้วยราดหน้าจากร้านข้างทาง  ผมคิดว่าเป็นราดหน้าที่อร่อยที่สุดในชีวิตของพวกเรา  เพราะตั้งแต่เช้าเราไม่มีอาหารตกถึงท้องกันเลย  จะว่าไปหากตอนนั้นพวกเรากินดินที่แห้งและกระด้างพวกเราก็คงบอกว่ามันอร่อย  เสร็จแล้วพวกเราก็มุ่งหน้า  ภูเรือ  หลังจากเสียค่าผ่านทาง  รถของเราก็แล่นขึ้นไปจนเกือบจะถึงยอดภู  ไอ้ปองเอารถเข้าไปจอดยังลานจอดรถที่เจ้าหน้าจัดเตรียมไว้  ผมนั่งคอยในรถ  ไอ้เตี้ยนั่งเป็นเพื่อน  ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  เดินไปยังยอดภู  พักใหญ่ ๆ ไอ้กิ๊บกับไอ้ปองก็เดินลงมา  พวกมันบอกว่า  คนเยอะ  ไม่สนุกเลยว่ะ 

และก็ได้เวลาที่เราจะเดินทางกลับบ้าน  รถของเราแล่นผ่านดงดอกไม้ที่วางเรียงรายตลอดสองข้างทาง  ผมคะเนเอาว่าน่าจะเป็นกิจการขายไม้ดอกไม้ประดับของคนที่นี่  สีเหลือง  สีแดง  และสารพัดสี  หลากหลายละลานตา  จนผมอดรู้สึกตื่นเต้นในความสวยสดงดงามของมันไม่ได้ 

ไอ้กิ๊บ  ไอ้เตี้ย  หลับมาแทบตลอดทาง  จนเราเข้าอำเภอวังทองจังหวัดพิษณุโลก  หนังตาของผมถ่วงหนักจนแทบจะปิด  ผมถามไอ้ปองคนขับว่า  เฮ้ย  มึงง่วงไหมวะ  มันย้อนว่า  กูหลับเดี๋ยวพวกมึงก็รู้เองแหละ  มันส่งผลทำให้ผมต้องตบหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อขับไล่ความง่วง  ผมรู้ว่าไอ้ปองต้องการเพื่อนในการขับรถทางไกล 

ถึงบ้านของผม  พวกเราตกลงใจกันว่าปีหน้าจะไป  ภูหินร่องกล้า  กันอีก 

ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  ไอ้เตี้ย  ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน 

คืนนั้นผมหลับเป็นตาย  ตื่นอีกทีเกือบ  10  โมงเช้า

๔.

หลังจากนั้นพวกเรายังคงกินเที่ยวกันอย่างสม่ำเสมอ  หากครั้งใดเบื่อการเที่ยวกลางคืน  เราก็จะพากันไปตามแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ  ซึ่งจังหวัดพิษณุโลกของพวกเรามีน้ำตกมากมายหลายแห่งและงดงามไม่แพ้น้ำตกแห่งใดในประเทศ  หรือบางครั้งที่เราเบื่อเที่ยวเราก็จะคลุกกันชมภาพยนตร์ซีดี  ที่บ้านของผม 

โดยปกติไอ้กิ๊บจะมาหาผมบ่อยที่สุด  เพราะว่ามันยังตกงาน  ส่วนไอ้เตี้ยมีเรียน  ไอ้ปองติดงาน  ในช่วงนี้เองที่ไอ้กิ๊บหยิบหนังสือวรรณกรรมดี ๆ มาให้ผมยืมอ่าน  มันบอกว่า  ถ้ามึงอยากเป็นนักเขียน  มึงควรจะอ่านหนังสือให้มาก ๆ ผมรับหนังสือจากมันมาอ่าน  จากเริ่มแรกก็เพื่อบรรเทาอาการเงียบเหงาที่เกาะกุม  ถัดมาผมเริ่มที่จะอ่านหนังสือเป็นมากขึ้น  จนกลายเป็นรักชอบ  ผมเริ่มหาซื้อหนังสือมาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว  เริ่มต้นจากนิยายสืบสวนสอบสวน ฆาตกรโรคจิตผู้พิสมัยการกินเนื้อคน  ดร.ฮัลนิบาล  เลคเตอร์  ผมเริ่มต้นจากการอ่านวรรณกรรมแปลเสียส่วนใหญ่  จนได้มาอ่านรวมเรื่องสั้นของนักเขียนไทยหลายคน  จากนั้นเป็นต้นมาผมก็หลงใหลในวรรณกรรมไทย  ทั้งเรื่องสั้น  นวนิยาย  จนกระทั่งมีนักเขียนในดวงใจอยู่หลายคน  อาทิเช่น  วินทร์  เลียวราริณ  ชาติ  กอบจิตติ  แดนอรัญ  แสงทอง  วาด  รวี  ฯลฯ 

ต่อมาไม่นาน  ผมก็เริ่มหัดเขียนเรื่องสั้น  ผมหลงใหลความเป็นเรื่องสั้นเพราะมันต้องดัดจริตกับผมมากที่สุด (ในตอนนั้น) 

ไอ้กิ๊บยังคงวนเวียนไปมาหาสู่ไม่ได้ขาด  ไอ้ปองก็ยังคงแวะมาเที่ยวมานอนดูภาพยนตร์ซีดีที่บ้านของผมบ้าง  ส่วนไอ้เตี้ยแม้บ้านเราจะอยู่ไม่ค่อยไกลกันมากนัก  แต่ผมก็ไม่ค่อยได้ผมมันบ่อยเท่ากับ  ไอ้กิ๊บกับไอ้ปอง  สาเหตุเนื่องจากว่าไอ้เตี้ยใกล้จะเรียนจบเต็มที  มันต้องการออกไปหางานทำให้เร็วที่สุดเพื่อลดภาระให้กับทางบ้าน  หลังจากจบเรียนจบไม่นานเตี้ยก็ได้งานในฟาร์มเลี้ยงสุกร  ในจังหวัดนครปฐม  ในคืนที่ที่มันต้องเดินทางจากบ้านไปทำงานที่นครปฐม  เราเลี้ยงส่งมันที่ร้านประจำ  เจ้าของร้านฝาแฝดออกมายิ้มแย้มต้อนรับ  อายุของพวกเธอเท่า ๆ กับพวกเรา  จึงเสมือนว่าเราเป็นเพื่อนกันมากกว่าจะเป็นเจ้าของร้านกับลูกค้า  เมื่อทราบไอ้เตี้ยจะไปทำงานต่างจังหวัดและนี่เป็นการเลี้ยงส่งมัน  เจ้าของฝาแฝดจึงยก 100 PIPERS  มาร่วมกับเราอีกหนึ่งขวด  บรรยากาศทั้งร้านจึงกลายเป็นบรรยากาศแห่งการร่ำลาไปโดยปริยาย  เมื่อถึงเวลาเราไปส่งไอ้เตี้ยที่ท่ารถทัวร์  ผมถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเขียวทหาร  ที่แขนเสื้อมีรูปธงชาติเยอรมันปักอยู่ทั้งสองข้าง  ไอ้เตี้ยเอ่ยปากขอเสื้อตัวนี้มานาน  ผมเพิ่งจะสบโอกาสมอบให้มันก็ในคืนนั้น  ไอ้เตี้ยเช็คตั๋วในกระเป๋าสตางค์อีกครั้ง  ก่อนจะเดินขึ้นไปบนรถทัวร์เพื่อรอเวลาเดินทาง  ส่วนเรากลับไปกินเหล้ากันต่อที่ร้าน  เจ้าของร้านฝาแฝดยิ้มรออยู่แล้ว  ก่อนจะมานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเรา  ฝาแฝดหนึ่งถามว่า  เพื่อนขาดไปคนนึงอย่างนี้  พวกนายจะกินเหล้าอร่อยกันเหรอพวกเรามองหน้ากัน  ไม่มีคำตอบให้แก่เธอ…งานในฟาร์มเลี้ยงสุกรทำให้ไอ้เตี้ยไม่มีเวลาได้กลับมาเลย  ปีนึงมันกลับมาบ้านหนเดียว  อยู่ได้สองวัน  ก็ต้องร้อนรนรีบกลับเมื่อผู้จัดการฟาร์มโทรฯมาเร่งให้กลับไปช่วยงานในฟาร์ม  มันรวดเร็วจนพวกเราไม่สามารถสังสรรค์กันได้  ทั้งที่เรานัดกันเอาไว้แล้ว  ไอ้เตี้ยฝากคำขอโทษไว้ที่ผมเพื่อที่จะไปส่งมอบต่อแก่  ไอ้กิ๊บกับไอ้ปอง  คืนนั้นเรากินเหล้ากันไปทันถึงครึ่งขวดก็รู้สึกเบื่อและอยากกลับบ้าน  ไอ้กิ๊บโทรฯไปตัดพ้อไอ้เตี้ยพอเป็นพิธี  ไอ้ปองตะโกนด่ากรอกใส่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของไอ้กิ๊บ  อย่างมันปาก  ผมได้ยินเพียงเสียงหัวเราะของไอ้เตี้ยแว่วมาจากลำโพงโทรศัพท์

๕.

ฤดูหนาวเวียนมาอีกครั้ง  ผมโทรศัพท์ไปหาไอ้เตี้ยเพื่อขอคำยืนยัน  เฮ้ย!  ตกลงมึงมาได้ไหมวะ  ผมถาม  ไอ้เตี้ยพูดเสียงอ่อย  สงสัยจะไม่ได้ว่ะ  งานล้นมือทุกวันเลย  แล้วอีกอย่างผู้จัดการฟาร์มเขาก็ไม่ให้กูลาด้วย  คราวนี้ผมคิดว่าไอ้ปองคงไปลากไอ้เตี้ยร่วมเดินทางไปกับเราด้วยไม่ได้แน่ ๆ  หนาวนี้จึงจะมีเพียง  ผม  ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  เดินทางไปสู่อ้อมกอดแห่งขุนเขาและลำเนาไพร  แต่ทว่าผมคิดผิด  เมื่อวันเดินทางมาถึง  ขณะที่ไอ้กิ๊บโทรฯไปยั่วไอ้เตี้ยอยู่นั้น  ไอ้ปองก็ขับรถเข้ามาจอดที่บ้าน  ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งคู่มากับไอ้ปอง  คลับคล้ายคลับคลาว่าน่าจะเป็นแฟนไอ้ปอง  แล้วก็ใช่อย่างที่ผมสงสัย  แฟนไอ้ปองเปิดประตูรถออกมายืนกอดอก  บนใบหน้าเฉยเมยตามแบบฉบับที่เราคุ้นเคย  ผมมองหน้าไอ้กิ๊บด้วยความฉงน  ไอ้ปองยิ้มแหย  เฉลยความ  เมื่อคืนแฟนกูลงมาจากน่าน  เขาจะขอไปเที่ยวกับพวกเราด้วย  ผมกับไอ้กิ๊บเออออ  แต่ขอเปลี่ยนแผนนิดหน่อยนะ  ไอ้ปองยิ้มแหย ๆ ผมกับไอ้กิ๊บชักเริ่มระแวง  แฟนกูเขาอยากไปเที่ยวน้ำหนาวว่ะ  นั่นไงชิบหายแล้ว  ผมมองหน้าปรึกษากับไอ้กิ๊บ  เฮ้ยเดี๋ยวกูไปฉี่ก่อนนะ  ไอ้กิ๊บมึงพากูไปหน่อยสิ  ไอ้กิ๊บพาผมเข้าห้องน้ำ  เอาไงดีวะ  ผมปรึกษา  มึงมีเงินเท่าไหร่ ๆ ไอ้กิ๊บถาม  พันกว่าบาท  ผมบอก  พอ ๆ กับกู  งั้นไปก็ไป ไอ้กิ๊บบอก  ผมพยักหน้าตกลง  ไอ้ปองกับแฟนนั่งคอยกันอยู่ในรถ  ไอ้กิ๊บแบกผมเข้ารถเสร็จก็จัดแจงขนสัมภาระใส่รถ  ไอ้ปองลงไปช่วย  ผมนั่งตัวลีบเล็กอยู่ในรถกับแฟนไอ้ปอง 

พวกเราไม่ทราบว่าแฟนไอ้ปองนั้นเป็นอะไรถึงได้รังเกียจพวกเรานัก  เธอไม่เคยยิ้มให้  ไม่เคยพูดคุยด้วยแม้สักครั้งเดียว  หากครั้งไหนทะลึ่งไปเอ่ยปากพูดกับเธอ  เธอจะแสยะปากเชิดหน้าใส่  มองเราด้วยสายตาเย็นชา  จนเราหงอและต้องล่าถอยให้ไกลห่างจากเธอ 

ไอ้กิ๊บกับไอ้ปองขึ้นนั่งประจำที่  ไอ้ปองบอกให้เอาเงินกองกลางมาวาง  ผมกับไอ้กิ๊บยื่นไปคนละ 500  บาท  เมื่อรวมกับของไอ้ปองยอดรวมจึงได้ 1,500  บาท  โดยที่แฟนของไอ้ปองนั่งนิ่งมองออกไปด้านนอกรถผ่านกระจกติดฟิล์มกรองแสง  ไอ้ปองหยิบธนบัตรใบละ 500  ออกมาอีกใบ ทำท่าจะรวมเข้าไปในกองกลาง  ผมบอกไอ้ปองว่า  ไม่ต้องหรอก  เดี๋ยวค่าอาหารสำหรับตุนไว้กินกันตอนเย็น ค่าเหล้า  กูกับไอ้กิ๊บจะออกเอง  เงินกองกลางเอาไว้สำหรับเติมน้ำมัน  และค่ากินตามรายทางก็แล้วกัน  ไอ้ปองมองหน้าพวกเราด้วยสายตาที่ไม่ค่อยสบาบใจ  ไอ้กิ๊บบอกไอ้ปอง  เร็ว ๆ สิวะ  รีบ ๆ ออกกันเหอะ  เพชรบูรณ์นะมึงไม่ใช่นครไทย  กว่าจะไปถึงไม่มืดค่ำเหรอวะ  ไอ้ปองสตร์ทรถ  เคลื่อนรถไปสู่จุดหมายใหม่  อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว  จังหวัดเพชรบูรณ์

เราใช้ถนน  พิษณุโลก – หล่มสัก  ในการเดินทาง  ภูมิประเทศเป็นเขาสูง  เราลัดเลาะไปบนความสูงขัน  ผ่านพ้นโค้งไม่รู้กี่โค้ง  แต่ผมถือว่าการเดินทางเที่ยวนั้นคุ้มค่ามาก  เพียงเบนสายตาออกไปออกรถ  ก็จะพบกับทิวทัศน์อันงดงาม  โดนเฉพาะเมื่อเราใกล้เพชรบูรณ์มากขึ้นไปเท่าไหร่  ก็คล้ายกับว่าเรากำลังแล่นอยู่บนหลังมังกรที่นอนสงบนิ่ง  เราไม่ทราบว่าแน่ชัดว่ารถของเราวิ่งอยู่บนความสูงเท่าไหร่  แต่สภาพภูมิประเทศสองข้างทางซึ่งเป็นเขาสลับซับซ้อน  ไล่เลียงสูงบ้างต่ำบ้าง ยิ่งทำให้เราตื่นตาตื่นใจ 

แต่ทว่าเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง  เมื่อไปถึงหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวแล้ว  ก็มีเจ้าหน้ามายืนประกาศผ่านโทรโข่งว่า  ขณะนี้พื้นที่ในอุทยานนั้นเต็มไปหมด  ไม่มีแม้กระทั่งที่จะจอดรถ  พวกเรามองหน้ากัน  ใช่แล้ววันที่เราเดินทางมันเป็นวันหยุดปลายสัปดาห์ที่มีวันหยุดติดต่อกันถึง 3 วัน  ในขณะที่รถจอดเพื่อคิดกันว่าเราจะทำอย่างไรกันต่อไปดี  แฟนไอ้ปองเสนอว่า เราน่าจะไปรีสอร์ตแถว ๆ อำเภอเขาค้อเพื่อพักค้างคืน  ไอ้กิ๊บบอกไอ้ปอง  เฮ้ยปองกูไม่มีเงินแล้วนะ  ผมพยักหน้าสนับสนุน  งั้นกลับไปภูหินร่องกล้า  ผมเสนอ  ไอ้ปองบอกกว่าจะไปถึงก็มืดค่ำแล้วแน่  ตีรถกลับบ้านดีกว่า  แฟนไอ้ปองแสดงสีหน้าไม่พอใจ  เพราะคงอยากเที่ยวรีสอร์ตบนเขาค้อ  แต่ผมกับไอ้กิ๊บต่างก็ไม่เห็นด้วย  

ความเย็นโปรยลงมาบนเทือกเขา  เราจอดรถแวะกินข้าวเย็นกันตรงจุดชมวิวแห่งหนึ่ง  ไอ้กิ๊บหยิบกล้องมาถ่ายภาพทิวเขาเบื้องหน้า p9.jpgไอ้ปองจัดแจงปูเสื่อและนำอาหารมาจัดวาง  เป็นพวกไก่ย่าง  หมูทอด  เนื้อทอด  และข้าวเหนียวตามสูตร  เราแวะซื้อกันที่ตลาดก่อนเข้าไปพบกับความผิดหวังที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว  ความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว  ไอ้ปองบอกว่า  ควรรีบออกเดินทาง  เพราะขับรถบนเขาตอนกลางคืนมันอันตราย  เราจึงรีบกิน  และรีบเก็บของเตรียมเดินทางต่อ 

แฟนไอ้ปองนั่งหน้าบูดมาตลอดทาง  แต่ผมไม่ได้ให้ความสนใจกับเธอมากนักเพราะรู้สึกเพลียและอ่อนล้าอย่างมาก  เพราะแทบจะไม่ได้ลงจากรถไปไหนเลย  ขาที่งออยู่แทบจะตลอดเวลาก็แสดงอาการประท้วงทำให้ผมเมื่อยขบ  ไอ้กิ๊บเห็นหน้าผมแล้วคงเข้าใจอาการความเมื่อยล้าของผมจึงหยิบกล้องมาบันทึกภาพใบหน้าของผมไว้  p10.jpgแม้จะพยายามทำหน้าให้ทะเล้น  แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ภาพออกมาดูดีเลย 

ผมถึงบ้านเกือบๆ 2 ทุ่ม  ไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน  พ่อ  แม่  ต่างฉงนว่าเหตุใดไปน้ำหนาวแล้วจึงกลับกันมารวดเร็วปานนี้  ผมบอกพ่อกับแม่อุทยานฯเต็ม  เลยต้องตีรถกลับกันมานี่แหละ  พ่อกับแม่หัวเราะกันจนน้ำตาเล็ด  ผมทำได้เพียงคราง หึ หึ ในลำคอ  แล้วขอตัวไปอาบน้ำ  เตรียมตัวเข้านอน  แต่ยังไม่ทันที่หัวจะถึงหมอนไอ้ปองโทรฯมาบอกว่า  พรุ่งนี้ให้เตรียมตัวไว้เราจะไปภูหินร่องกล้ากัน  และให้ผมโทรฯบอกไอ้กิ๊บให้ด้วย  ยังไม่ได้ทันตกปากรับคำหรือปฏิเสธไอ้ปองก็วางสายไปแล้ว  ผมโทรฯไปหาไอ้กิ๊บบอกมันว่าไอ้ปองจะไปภูหินร่องกล้า  ให้มันเตรียมตัวและมารอที่บ้าน  ผมถามไอ้กิ๊บว่า จะไปดีไหมวะ  ไอ้กิ๊บบอก ไปก็ไป  ตามใจไอ้ปองมันหน่อย  ผมวางสายจากไอ้กิ๊บ  ปิดไฟและล้มตัวลงนอนบนเตียง

ใจผมตอนนั้นไม่อยากร่วมทางไปกับแฟนไอ้ปอง  ไอ้กิ๊บก็คงเช่นกัน  มันคล้ายกับว่าไปเที่ยวแบบต่างคนต่างไปโดยอาศัยรถคันเดียวกันร่วมทางไปเท่านั้น  ไอ้ปองต้องดูแลแฟนของมัน  เรื่องนั้นเราเข้าใจได้  แต่ทำไมแฟนของมันจึงไม่มีกะจิตกะใจจะสมาคมกับพวกเราเลย  ทั้งที่บางครั้งจะพยายามทำความรู้จัก  และพยายามทำความเข้าใจเธอแล้ว  มันแทนที่ว่าเราจะสนุกร่วม  มันกลายเป็นภาวะตึงเครียด  จะพูดจะจาอะไรก็ต้องระวังปาก  เดี๋ยวทำให้แฟนไอ้ปองไม่สบอารมณ์  เพื่อนเราก็จะลำบาก  พวกเราเคยถามไอ้ปองหลายครั้งเหมือนกันว่าแฟนมันเป็นอะไร  ถึงดูจงเกลียดจงชังพวกเรานัก  ไอ้ปองแต่ก็ได้แต่ปฏิเสธแล้วก็บอกว่า  แฟนมันเป็นคนอย่างนี้เอง  คนอย่างนี้เองมันเป็นแบบไหนวะ?  ผมเคยตั้งคำถามในใจ  เพราะเราไม่คุ้นกันมาก่อนหรือ?  แต่พวกเราก็พยายามสร้างความคุ้นเคยร่วมกันแต่แฟนไอ้ปองก็ปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง  แล้วพวกเราควรทำอย่างไร?  ต่อมามันเป็นคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ  เพราะต่อมาไม่นานไอ้ปองกับแฟนก็เลิกกัน  พวกเราเคยคิดกันว่า  พวกเราอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไอ้ปองกับแฟนต้องเลิกคบกัน  แต่เหตุผลที่แท้แล้วมันไม่ใช่อะไรอย่างที่พวกเราคิดเลย –

เกือบเที่ยงไอ้ปองถึงมารับ  ไอ้กิ๊บมารอที่บ้านผมเกือบ 2 ชั่วโมง  และใช้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ของผมทดสอบแผ่นซีดีลามกสัญชาติญี่ปุ่นไปทั้งหมดสองแผ่น  ผมเตรียมอุปกรณ์การตั้งแคมป์ไปไม่มาก  มีเพียงย่ามปักลวดลายแบบชาวเขาใส่เสื้อกันหนาวไปตัวนึง  และหมวกสำหรับกันน้ำค้าง  ไอ้กิ๊บก็เตรียมย่ามใส่เสื้อกันหนาวเท่านั้น  ปลายฤดูหนาวปีนั้นอากาศค่อนข้างร้อนเสียด้วยซ้ำ  เราจึงไม่คิดจะเตรียมเครื่องกันหนาวไปมากมายนัก  ไอ้กิ๊บไปขอยืมเต็นท์สำหรับนอนได้  2  คน  จากรุ่นพี่ของมัน 

จวนเจียนบ่ายโมง  เราจึงออกเดินทาง  เรานั่งกันเงียบไปตลอดทาง  ไม่นึกสนุกเท่าไหร่กับการเที่ยวคราวนี้  เพราะแฟนไอ้ปองยังคงทำหน้าบูดบึ้ง  ไม่รู้ว่าเธอไม่พอใจอะไรพวกเรา  หรือก่อนมารับผมกับไอ้กิ๊บที่บ้าน  ไอ้ปองกับแฟนทะเลาะกันมาหรือเปล่า?  และที่สำคัญไปเที่ยวคราวนี้ไม่มีไอ้เตี้ยไปด้วย  มันจึงค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวหัวใจใช่ย่อยหากขาดเพื่อนรู้ใจไปสักคน  ไอ้กิ๊บมองออกไปนอกกระจกตรงที่นั่งด้านหลังซ้าย  ผมมองไปนอกกระจกตรงที่นั่งด้านหลังขวา  ไอ้ปองตรงที่นั่งคนขับมองตรงไปข้างหน้า  สายตาแวบกระจกข้างซ้ายบ้าง  ขวาบ้าง  กระจกมองหลังบ้าง  แฟนไอ้ปองนั่งคอแข็ง  หลังเหยียดตรง  นิ่งมองตรงไปข้างหน้า  นี่เรากำลังจะไปเที่ยวหาความสำราญกันอยู่หรือ?  ผมคิดในใจเงียบ ๆ คนเดียว 

รถของพวกเราจอดอีกครั้งที่ปั๊มน้ำมันแถว ๆ ตลาดทรัพย์ไพรวัลย์  ไอ้ปองสั่งพนักงานเติมน้ำมันเต็มถัง  แล้วขอตัวไปเข้าห้องน้ำ  ไอ้ปองถามแฟนว่าจะไปด้วยกันไหม  เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ  ไอ้ปองหันมาถามผมกับไอ้กิ๊บว่าจะเอาอะไรไหม  ผมหยิบธนบัตรใบละ  100  แล้วยื่นส่งให้ไอ้ปอง  บอกกับมันว่า  เอามาร์โบโร่  สีแดงซองนึง  ไอ้ปองรับเงินไป  และเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ  ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่มีอะไรทำ  ผมล้วงเอาไฟแช็คออกจากย่าม  และขีดไฟเล่น  ไอ้กิ๊บได้ยินเสียงขีดไฟแช็คก็หันมามอง  เปลวไฟสีน้ำกันกำลังไหวระริกสวยงาม  ไอ้กิ๊บรีบใช้ปากเป่าจนเปลวไฟดับ  และตบหัวของผมฉาดใหญ่  ผมตกใจรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย  เพราะรู้สึกเจ็บที่หัวตรงบริเวณที่ถูกฝ่ามือของไอ้กิ๊บ  มึงตบหัวกูทำไมวะ  ผมจ้องหน้าถามไอ้กิ๊บ  ไอ้กิ๊บย้อนถาม  แล้วมึงอยากตายหรือไงเสือกจุดไฟแช็คตอนกำลังเติมน้ำมัน  ผมขนลุกวาบไปทั้งตัว  จริงด้วย  ผมนั่งที่เบาะหลังด้านขวาหลังคนขับ  กระจกถูกเลื่อนลงมาจนสุดทั้ง  2  ด้าน  หากไอระเหยของน้ำมันลอยอวลเข้ามาในรถขณะนั้น  แล้วความไวไฟของน้ำมันเบนซิน  เมื่อมาโดนเปลวไฟจากไฟแช็ตของผม  อะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเรา  ผมคิดได้เท่านั้นก็เอ่ยปากขอโทษไอ้กิ๊บ  กูขอโทษว่ะ  ชิบหายกูลืมไปเลยจริง ๆ   เอาเกือบจะได้ชิบหายกันถ้วนหน้าแล้วมึง  ไอ้ชิบหาย  ไอ้กิ๊บเหน็บแนมอีกชุด  ไอ้ปองเดินกลับมาที่รถ  จ่ายเงินค่าน้ำมัน  เราเคลื่อนออกจากปั๊มน้ำมันและแวะที่ตลาดทรัพย์ไพรวัลย์เพื่อหาซื้ออาหาร  และเครื่องดื่มอีกครั้ง  และเหมือนสูตรสำหรับเราได้  ข้าวเหนียว  หมูย่าง  ไก่ย่าง  เนื้อแดดเดียวทอด  และที่ขาดไม่ได้คือ  รีเจนซี่  บรั่นดีไทย  1  ขวด  สำหรับการ  on  the  rock  กับมิตรสหาย  ขุนเขา  อากาศหนาวเย็น  และป่าสน 

เราขึ้นไปถึงบริเวณกางเต็นท์ของอุทยานฯ  ราว  4  โมง  4  โมงครึ่ง  ไอ้ปองแวะเช่าเต็นท์จากเจ้าหน้าที่อุทยานฯ  ผู้คนเดินกันขวักไขว่  แต่ก็ไม่มากมายเหมือนปีที่แล้วที่เราได้มาเยือน  ไอ้ปองขับรถตระเวนหาที่กางเต็นท์  จนได้ที่เหมาะตรงใต้ร่มสนตรงตีนเนินลูกย่อม  ไม่ไกลราว  30  เมตร  เป็นห้องน้ำสำหรับบริการนักท่องเที่ยว  เพื่อความสะดวกในการไปทำธุระส่วนตัว  และสำหรับคนที่แบกผมไปทำธุระส่วนตัวด้วยเช่นกัน  หากไกลมากนักคนแบกจะเหนื่อยมากเกินไปจนไม่สามารถ  on  the  rock  ได้อย่างเต็มที่  ไอ้ปองเอารถเข้าไปจอดใต้ร่มสน  แล้วไอ้กิ๊บกับไอ้ปองก็ช่วยกันกางเต็นท์  2  หลัง  สำหรับเราทั้ง  4  คน  เมื่อแล้วเสร็จไอ้กิ๊บเอาเสื่อมาปู  เรานอนเล่นคุยไปได้สักประเดี๋ยวไอ้ปองก็ขอตัวพาแฟนไปชมแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ผมกับไอ้กิ๊บค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย  และเริ่มคุยกันออกรสมากขึ้น  จนตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงมา  ความสว่างเริ่มโรยรา  ผมกับไอ้กิ๊บชักเริ่มสงสัยว่า  ไอ้ปองกับแฟนทำไมยังไม่กลับมาเสียที  ผมชักหิว  ไอ้กิ๊บชักเปรี้ยวปากอยาก  on  the  rock  เราคุยกันหลายเรื่องทั้งการเมืองไทย  ประวัติศาสตร์สมัยฝรั่งเศสเอาเรือรบมาถล่มเราด้วยปืนใหญ่โดยที่เราทำอะไรมันไม่ได้  และต้องยอมลงนามในสนธิสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบ  คุยกันเรื่องหนังสือที่อ่าน  เราเห็นแย้งในเรื่องรสนิยมในการอ่าน  ไอ้กิ๊บชอบงานของปราบดา  หยุ่น  ส่วนผมชอบงานของ  ชาติ  กอบจิตติ  และอีกหลายต่อหลายเรื่อง  โดยไม่ทราบเลยว่าการสนทนาของเรานั้นจะลอยไปเข้าหูพี่ชายคนนึงที่กางเต็นท์อยู่ไม่ห่างจากพวกเรามากนัก  เมื่อตะวันคล้อยต่ำลงไปอีกและใกล้จะหมดแสง  พี่ชายคนนั้นก็หิ้วไฮเนเก้นในถุงพลาสติก  เดินเข้ามาหาเรา  แกยื่นไฮเนเก้นให้ผมกับไอ้กิ๊บคนละกระป๋อง  เราพนมมือไหว้ขอบคุณพี่ชายคนนั้น  และเชืญแกร่วมวงสนทนาด้วย  แกบอกว่าได้ยินผมกับไอ้กิ๊บคุยกันนานแล้ว  สงสัยว่าแกน่าจะถูกคอกับเรา  เลยหยิบเบียร์มาเป็นหนังสือแนะนำตัวแก่ผมกับไอ้กิ๊บ 

แกชื่อพี่หนุ่ยเป็นคนกรุงเทพฯ  เดินทางเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาและลูกสาว  ปักหลักกางเต็นท์บริเวณนี้มาตั้งแต่เมื่อวาน 

แล้วไฮเนเก้นกระป๋องสีเขียวก็ทำให้เราคุยกันออกรสยิ่งขึ้น  ผมกับไอ้กิ๊บสารภาพว่าสตางค์ที่ติดตัวตอนนี้ติดอยู่ในรถหลังจากไฮเนเก้นในถุงพลาสติกหมดลง  พี่หนุ่ยยิ้มให้และเดินออกไปจากวงสนทนา  เราคิดผมกับไอ้กิ๊บคิดว่าพี่หนุ่ยแกคงไปเข้าห้องน้ำ  ไม่นานแกก็กลับมาพร้อมกับไฮเนเก้นในถุงพลาสติกอีกหลายกระป๋อง  ผมกับไอ้กิ๊บรู้สึกเกรงใจพี่หนุ่ยจนรู้สึกอึดอัด  พี่หนุ่ยแกคงจับความรู้สึกของพวกเราได้แกจึงบอกว่า  เพื่อมิตรภาพขออย่าได้คิดมากจนทำให้ดื่มเบียร์ของแกแล้วไม่อร่อย  ไฮเนเก้นกระป๋องแล้วกระป๋องเล่าหมดไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับความมืดที่แผ่ปกคลุมไปจนทั่ว  ไอ้ปองก็ยังไม่กลับมา!!  ผมชักเป็นห่วงเพื่อน 

พี่หนุ่ยจัดการเอาเทียนไขมาจุดให้กับวงของเราเพื่อให้แสงสว่าง  และทำท่าจะลุกไปซื้อเบียร์มาเลี้ยงเราเป็นรอบที่  3  ผมยั้งแกไว้และขอให้แกรอสักครู่  รอให้ไอ้ปองกลับมาก่อนแล้วขอให้ผมกับไอ้กิ๊บได้มีโอกาสเลี้ยงรีเจนซี่ตอบแทนแกบ้าง  ภรรยาพี่หนุ่ยเองก็ดีใจหาย  หลังจากมร่วมวงสมทบกับเราภายหลัง  แกยืนกรานว่ายังไงหากอีก  5  นาที  ไอ้ปองยังไม่กลับมาแกจะใช้สามีให้ไปซื้อเบียร์และกับแกล้มมาเลี้ยงผมกับไอ้กิ๊บ  ผมอดหวนนึกถึงแฟนไอ้ปองไม่ได้  เหตุใดกันคนที่เพิ่งพบปะพูดคุยกันครั้งแรกในชีวิต  ได้เจอหน้าค่าตากันครั้งแรกในชีวิต  ได้ร่วมวงสุราและสนทนากันครั้งแรกในชีวิต  เหตุใดกันเขาจึงมีมิตรภาพที่งดงามที่สุดมอบให้กันได้มากมายเพียงนี้  แล้วเหตุใดกันคนที่พบปะกันมาหลายครั้ง  ได้เจอะหน้าค่าตากันมาก็หลายครั้ง  ได้ร่วมทางบนรถคันเดียวกันมาก็หลายครั้ง  เหตุใดกัน…เหตุใดกันจึงมึนตึงและเฉยชาต่อกันได้ถึงเพียงนี้

ไม่นานนักไอ้ปองก็เอารถมาจอดเทียบที่ใต้ต้นสน  ไอ้ปองออกจะแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นผมกับไอ้กิ๊บมีเพื่อนร่วมวงสนทนาและมีเบียร์ดื่มมากมายรายล้อมผืนเสื่อที่เรานั่งล้อมวงกันอยู่  ผมบอกไอ้ปอง  พี่เขาชื่อ พี่หนุ่ยกางเต็นท์อยู่ไม่ไกลจากเต็นท์ของเรา  แกมาเลี้ยงเบียร์กูกับไอ้กิ๊บ  มึงรีบไขกุญแจเปิดท้ายรถเอาเหล้ากับกับแกล้มมาหน่อย  พวกกูเกรงใจพี่หนุ่ยเขาจะแย่อยู่แล้ว  พี่หนุ่ยแทรกขึ้นมาทันทีว่า  เพื่อมิตรภาพอย่าได้คิดมาก  แล้วก็ยกกระป๋องเบียร์เพื่อขอชนกระป๋องกับผมและไอ้กิ๊บ  ผมกับไอ้กิ๊บก้มหัวและยื่นกระป๋องเบียร์ไปชนกับแกเพื่อแสดงความคารวะต่อน้ำใจและมิตรภาพของแก 

ยิ่งดึกความหนาวเย็นยิ่งโปรยลงมาหนาหนักขึ้นแม้ว่าจะไม่ทำให้พวกเราซึ่งมีแอลกอฮอร์ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดหนาวจนเข้ากระดูก  แต่เมื่อผสานกับสายลมกรรโชกมันก็ทำให้ทั้งผมไอ้กิ๊บไอ้ปองและแฟนของมันต้องเอาเสื้อกันหนาวมาสวมกันลม  ส่วนพี่หนุ่ยแกโชว์พลังด้วยการสวมเพียงเสื้อกล้ามบางเบากับกางเกงขาสั้นเพียงเท่านั้น  แต่ไม่นานนักภรรยาของพี่หนุ่ยก็เดินไปหยิบเสื้อกันหนาวมาให้แกสวม  ตอนแรกพี่หนุ่ยไม่ยอมรับมาสวมใส่จนภรรยาของแกต้องบังคับและขู่แกจึงยอม 

เรา  on  the  rock  รีเจนซี่  กันจนพร่องไปเกินครึ่งขวด  แต่ยังไม่มีท่าทีว่าใครจะเมาจนต้องถอยทัพ  และแล้วเราก็ได้สมาชิกมาเสริมทัพ  แกชื่อพี่จืดเป็นคนกรุงเทพฯเหมือนกันกับพี่หนุ่ย  แกพาครอบครัวมาเที่ยวเช่นกัน  แกได้ยินเสียงที่พวกเราสนทนากันจนอดใจไม่ไหวหิ้วเบียร์มาขอร่วมวง

สำหรับไอ้ปองเที่ยวคราวนี้มันคงไม่สนุกสักเท่าไหร่  เพราะตั้งแต่หลังจากทานอาหารเสร็จเธอก็มุดเข้าเต็นท์และไม่โผล่ออกมาอีกเลย  ไอ้ปองเทียวเข้าเต็นท์ออกเต็นท์อยู่หลายเที่ยวเพื่อเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนแฟนมันและออกมา on the rock  เป็นเพื่อนพวกเรา 

พระจันทร์ส่องแสงนวลลอดใบสนลงมา  ลมยังคงกรรโชกอยู่ตลอดเวลา  รีเจนซี่ของเราหมดขวดไปแล้ว  ดีกรีในสายเลือดเริ่มสำแดงเดช  เสียงความบันเทิงเริงรมย์จากผู้คนรายรอบเริ่มเงียบลงทีละน้อย  พี่หนุ่ยเป็นแม่ทัพคนแรกที่ยอมสละฐานความมั่นคงสุดท้ายและย้ายเข้าไปในเต็นท์ของตัวเอง  ตามด้วยไอ้ปอง  ที่เหลือก็มีเพียงผม  ไอ้กิ๊บ  และพี่จืด  ยังคงนั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งภรรยาของพี่จืดมาเรียกให้ไปนอน  ผมกับไอ้กิ๊บจึงพร้อมใจกันมุดเข้าเต็นท์และแทบจะหลับไปในนาทีนั้นเลย

คราวนี้ผมตื่นเร็วกว่าใครและออกมานั่งสูบบุหรี่นอกเต็นท์  บรรยากาศยังคงสลัวอยู่  แสงแดดยังไม่สัมผัสผิวโลกฝากที่ผมนั่งอยู่  นักท่องเที่ยวหลายคนตื่นนอนและเดินเข้าห้องน้ำจัดการธุระส่วนตัว  ผมนั่งสูบบุหรี่หมดไป  2  มวน  ไอ้กิ๊บจึงตื่นนอนลุกออกจากเต็นท์  น่าแปลกที่ผมกับไอ้กิ๊บไม่มีอาการเมาค้างเลยแม้แต่น้อย  อาจจะเป็นเพราะเราได้รับอากาศดี ๆ ยามเช้าก็เป็นได้  แบบนี้ต้องเอากล้องมาถ่ายรูป  ไอ้กิ๊บว่าแล้วมุดเข้าเต็นท์ไปหยิบกล้อง  ไอ้กิ๊บถ่ายรูปผม  1  รูป  แล้วมันก็เก็บกล้อง  ถ่ายแค่นี้นะ?  ผมถามไอ้กิ๊บ  ก็แค่นี้สิวะ  เปลืองฟิล์ม  ไอ้เก็บมุดเข้าเต็นท์เอากล้องไปเก็บในย่าม    

แฟนไอ้ปองตื่นเป็นคนถัดมา  เธอเดินมีขันไว้ในมือในขันนั้นมีแปรง  ยาสีฟันหลอดเล็ก  และโฟมล้างหน้า  เธอหายเข้าไปในห้องน้ำอยู่นานจนผมกับไอ้กิ๊บชักเป็นห่วง  เลยไปปลุกไอ้ปองให้เดินไปดูแฟนมันหน่อย  ไอ้ปองงัวเงียเดินตามแฟนมันไปที่ห้องน้ำ  ไอ้กิ๊บเริ่มเก็บเต็นท์  ผมนั่งมองไอ้กิ๊บอยู่บนเสื่อ  สักพักพี่หนุ่ยเดินถือถ้วยกาแฟหอมกรุ่นเข้ามานั่งใกล้ ๆ ผม  แกชวนผมดื่มกาแฟ  ผมปฎิเสธ  แกบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ  แกทำท่าจะลุกไปชงกาแฟมาให้ผมกับไอ้กิ๊บ  ไอ้กิ๊บรั้งแกไว้ได้เสียก่อนแล้วบอกว่า  เราไม่ดื่มกาแฟ  แกจึงยอมนั่งลง  และถามผมว่าจะกลับกันวันนี้หรือ?  ผมพยักหน้ารับ  แล้วถามแกว่า  พี่หนุ่ยกลับวันไหน?  แกบอกว่าแกจะค้างอีกคืนพรุ่งนี้เช้าค่อยตีรถกลับกรุงเทพฯ  ออกมาทั้งทีอยู่ให้คุ้มหน่อย  แกบอก  ท่าทางแกเบื่อหน่ายกรุงเทพฯ  มากโข  แต่ก็ยังจำใจทนทำมาหากินอยู่ในเมืองเทพเมืองสวรรค์แห่งนั้น  ไอ้กิ๊บเก็บเต็นท์เสร็จไอ้ปองกับแฟนก็เดินเคียงกันกลับมา  เมื่อเก็บขันน้ำ  แปรงสีฟัน  ยาสีฟัน  โฟมล้างหน้าใส่กระเป๋าเสร็จเรียบร้อย  เธอก็แยกตัวเดินไปทางร้านค้า  ร้านอาหาร  ร้านขายของที่ระลึก  ไอ้ปองจัดการเก็บเต็นท์จนเสร็จ  เราเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน  และร่ำลาพี่หนุ่ย  และหวังว่าสักวันเราจะได้พบกันอีก  แฟนไอ้ปองเดินกลับมาตอนไอ้กิ๊บกับไอ้ปองเก็บของใส่รถเรียบร้อย  ผมชักหิวจึงบอกไอ้ปองว่ากินข้าวเช้ากันก่อนดีกว่าไหม ?  ไอ้ปองบอกว่าไม่ได้เพราะมันต้องรีบไปส่งแฟนมันขึ้นรถที่ บขส. เพื่อกลับน่าน 

รถของเราเคลื่อนออกจากภูหินร่องกล้าเมื่อเวลาเลย 2 โมงเช้าไปนิดหน่อย  พี่หนุ่ย  ภรรยาพี่หนุ่ย  และลูกสาว  โบกมืออำลาพวกเราเป็นครั้งสุดท้าย  มิตรภาพและน้ำใจของแกและครอบครัวยังประทับในหัวใจของเราอยู่เสมอ 

ถึงบ้านของผมไอ้กิ๊บ  ไอ้ปอง  หิวกันจนตาลาย  ผมเองก็เช่นกัน  โชคดีที่มีข้าวสวยร้อนในหม้อหุงข้าวไฟฟ้า  แม่ของผมจึงเจียวไข่และทอดหมูกระเทียมให้กินกัน  ผมถามไอ้ปองว่าแฟนมันคงหิวจนไส้กิ่วแน่เพราะตั้งแต่เช้าเธอยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง  ไอ้ปองว่า  ไม่ต้องเป็นห่วงแฟนมันหรอก  เพราะแฟนมันบรรจุมื้อเช้าใส่กระเพาะอาหารไปตั้งแต่อยู่บนภูหินร่องกล้าไปแล้ว  ผมกับไอ้กิ๊บหัวเราะออกมาแทบจะพร้อมกัน  เฮ้อ…คนเรานี่ก็แปลก  ขนาดแฟนตัวเองยังไม่เคยแสดงความห่วงใยเลย  ประสาอะไรกับผมกับไอ้กิ๊บล่ะ 

๖. 

หลังจากกลับจากภูหินร่องกล้าไม่นาน  ไอ้ปองก็สอบเป็นพนักงาน ธกส. ได้  แล้วย้ายไปทำงานที่จังหวัดกำแพงเพชร  ก่อนไปรายงานตัวไอ้ปองพาเราไปฉลอง  โชคดีที่ไอ้เตี้ยสามารถลางานมาได้  เราจึงตระเวนเที่ยวไปตามสถานบันเทิงทั้ง ผับ เธค คาราโอเกะ  และจบลงที่ร้านข้าวต้ม 

รุ่งเช้าไอ้ปองไปรายงายตัวและดูหอพักสำหรับพนักงาน ธกส.  ที่กำแพงเพชร ผมไอ้กิ๊บไอ้เตี้ย  ไม่ได้ตามไปส่ง  เพราะไอ้เตี้ยต้องรีบตีตั๋วเดินทางกลับนครปฐม  ไอ้กิ๊บต้องไปส่งไอ้เตี้ยที่ท่ารถ 

นับจากนั้นเป็นต้นมาพวกเราที่เหลือคือผมกับไอ้กิ๊บก็ไม่ค่อยได้ตั้งวงเหล้ากันบ่อยนัก เพราะมีกันแค่สองคน  บรรยากาศมันชวนให้กินเหล้าไม่อร่อย  นั่งมองหน้ากันไปก็ชวนให้คิดถึงไอ้ปองกับไอ้เตี้ย  ดังนั้นเราจึงลงความเห็นกันว่า  หากจะตั้งวงกินเหล้าก็รอให้ไอ้ปองกับไอ้เตี้ย  คนใดคนหนึ่งหรือทั้ง  2  คน  กลับมาร่วมวง  ช่วงนี้เป็นช่วงที่เงียบเหงาที่สุดอีกช่วงหนึ่ง 

ไม่นานไอ้กิ๊บก็ได้งานเป็นพนักงานพิสูจน์อักษรให้กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  มันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยอาการของคนสองจิตสองใจ  ใจหนึ่งมันไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ  แต่ใจหนึ่งมันก็อยากได้งานทำ  อีกทั้งงานที่ได้นั้นเพื่อนร่วมเอกของมันเป็นคนฝากฝั่งให้  ไอ้กิ๊บตัดใจเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วตีตั๋วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  หากดีก็แล้วไป  หากไม่ดีก็ตีตั๋วกลับบ้าน  เท่านั้น 

สุดท้ายก็เหลือเพียงผมคนเดียวในฐานะสมาชิกวงเหล้าคนสุดท้าย  ช่วงเวลานั้นมันทั้งเงียบและเหงา  ผมเริ่มนอนดึกขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคนที่มีอาการนอนไม่หลับ  ผมกลายเป็นคนติดอินเตอร์เน็ท  และมีอาการทางประสาทชนิดหนึ่งคือ  เมื่อใดที่หัวหนุนหมอน  ผมจะเฝ้าคิดอยู่เสมอว่านี่จะเป็นการมีชีวิตคืนสุดท้ายของผม  ผมจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาพบโลกอีกแล้ว  บางคืนผมแทบไม่ได้นอนจนฟ้าเริ่มสาง  เมื่อเพลียเต็มทีผมก็ผล็อยหลับในเวลากลางวัน  เป็นอย่างนี้วันแล้ววันเล่าจนผมรู้สึกว่า  ผมอยู่บ้านไม่ได้แล้ว  ผมต้องออกไปที่อื่น  แล้วการตัดสินใจเดินทางไกลก็มาถึง  ผมขอร้องให้พ่อพาผมไปหาพี่ชายที่แม่ระมาด  และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นลงดอยจนนับครั้งไม่ถ้วนของผม

นับจากวงแตก  การรวมตัวกันของพวกเราก็ยากเย็นขึ้น  เราไม่ค่อยมีเวลาว่างที่ตรงกันบ่อยมากนัก  นอกเสียจากว่ามีวันหยุดยาวติดต่อกัน  เช่น  ปีใหม่   สงกรานต์  ที่เราจะรวมตัวกันง่ายหน่อย   แต่ว่าเราก็ไม่ได้ห่างเหินกันเหมือนตอนจบมัธยมปลายใหม่ ๆ เนื่องจากระบบการสื่อสารที่สะดวกขึ้น  เราต่างมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้  แม้จะไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ แต่เราก็ยังคงส่งเสียงผ่านสัญญาณดาวเทียมถึงกันอยู่เสมอ  ผมได้รับรู้ข่าวสารใหม่ ๆ หลายเรื่อง  ไอ้ปองได้แฟนใหม่เป็นพนักงาน ธกส. ที่ทำงานร่วมกัน  ไอ้กิ๊บมีแฟนใหม่หลังจากครองตนเป็นโสดมาหลายปี  ไอ้เตี้ยกำลังอยู่ในช่วงของการตัดสินใจว่าจะกลับบ้านดีไหม  แล้วสุดท้ายมันก็ได้คำตอบว่ามันอยากเปลี่ยนงาน  มันอยากกลับบ้าน 

ไอ้เตี้ยกลับมาทำงานในฟาร์มสุกรในอำเภอวังทองจังหวัดพิษณุโลก  แต่ก็คล้ายงายฟาร์มทั่วไปคือจุกจิกและไม่ค่อยมีเวลา  ไอ้กิ๊บนาน ๆ จะกลับบ้านทีเพราะต้องปิดเล่มทุกสัปดาห์  ไอ้ปองในช่วงเวลานั้เป็นคนที่กลับบ้านบ่อยที่สุด  เพราะกำแพงเพชรเป็นจังหวัดที่อยู่ติดกับพิษณุโลก 

ส่วนผมนั้นก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเพราะติดใจการใช้ชีวิตที่แม่ระมาด (เอาไว้เขียนใน แม่ระมาดรำลึก ในภายหลัง) 

แต่แล้วในคืนหนึ่งในขณะที่อาบน้ำอยู่ที่แม่ระมาด  หลังจากนั่งรถอีแต๋นตระเวนหาข้าวโพดมาเลี้ยงวัวมาทั้งวัน  ผมมก็ได้กลิ่นหอมของควันธูป  ผมถามพี่ชายว่ามันได้กลิ่นธูปไหม  พี่ชายส่ายหัว  ผมก็ไม่คิดอะไรคิดแต่เพียงว่าอาผู้หญิงจุดธูปไหว้พระกระมัง  อาบน้ำเสร็จผมก็ลงไปดื่มเล็กน้อยก่อนกินข้าวแล้วก็ขึ้นนอน 

รุ่งเช้าผมก็ได้รับข่าวร้าย  ไอ้ปองรถคว่ำเสียชีวิต  พ่อผมบอกให้อาขับรถมาส่งผมที่ตาก  แล้วพ่อจะไปรับผมที่ตากอีกที  ในวินาทีแรกที่อาผมมาบอกว่าเพื่อนตาย  ผมคิดได้แต่ว่าเพื่อนคนนั้น  คือไอ้ปอง  ยิ่งได้มารู้จากปากแม่ไอ้ปองว่า  เวลาที่มันตายเป็นเวลาเท่าไหร่  ผมก็ยิ่งมั่นใจว่ากลิ่นธูปวันนั้นเป็นไอ้ปองมันมาบอกผม 

 ภาพสุดท้ายที่ผมถ่ายยร่วมกับไอ้ปอง

ผมโทรบอกไอ้เตี้ย  และไอ้กิ๊บ  ไอ้กิ๊บไม่สามารถลางานมาได้  มันกระทันหันเกินไป  และวันที่เผาไอ้ปองก็เป็นวันที่ไอ้กิ๊บต้องปิดเล่ม 

ไอ้ปองตายไปแล้ว  น่าแปลกที่คนดี ๆ อย่างมันตายไวเหลือเกิน  หลายคนบอกว่ามันทำบาปมาน้อยเลยอยู่ใช้เวรใช้กรรมไม่นาน  พอตายมันก็ได้ขึ้นสวรรค์  แต่พวกเรายังอยากให้มันอยู่ใช้เวรใช้กรรมกับพวกเราไปนาน ๆ เคยคิดแม้กระทั่งว่า  พอแต่ละคนมีครอบครัวพวกเราจะพาครอบครัวของเราไปเที่ยวทะเลด้วยกัน 

หลังจากนั้น ผม ไอ้กิ๊บ ไอ้เตี้ย  ก็ไม่เคยขึ้นภูหินร่างกล้า  พร้อมกันอีกเลยจนกระทั่งปัจจุบัน.

3 Responses

  1. อ่า! อ่านแล้วมันส์ดี คิดถึงเพื่อน ขึ้นมาตะหงิดๆ

    วัยสะรุ่นหญิงส่วนใหญ่ จะมี บันทึกส่วนตัว ในสมุดอยู่แล้ว
    พี่ขี้เกียจพิมพ์ลงบล็อก

    ตอนนี้ พี่คันมืออยากเขียนขึ้นมาเหมียนกาน
    แต่ บางทีก็อยากแต่งเป็นภาคพิสดาร แบบว่า
    อ่านบันทึกไอซ์ แล้วนึกความรู้สึกเหมือนอ่านพันธุ์หมาบ้า แฮะ!

    แวบมาบอกว่า

    ผ่านมาไม่กี่ปี มายหน้าตาเจ้าของบันทึก
    เหมือนผ่านมาหลายปีเลยโน๊ะ

    ฮ่า ฮ่า ฮ่า :)

  2. ยังพิมพ์ไม่จบเลยครับพี่
    ยังอีกยาว
    พอดีทั้งก่อนและหลังสงกรานต์ผมผลาญเวลาไปกับ สุรา
    หมดเรี่ยวหมดแรง
    แถมกลับจากแม่ระมาดมีอาการปวดหลังตามมาหลอกหลอนเข้าอีก
    โชคดีได้ไปนวดแผนโบราณ
    โล่งไปเยอะ
    ขอเวลาสักแป๊บจะมาต่อให้จบครับ

    เอิ๊ก

  3. เศร้าเนาะ อ่านไปอ่านมา มันผูกพันกับคนทั้ง 4 ขึ้นมาเฉยเลย

    เพิ่งรู้จุดเริ่มต้นของการไปแม่ระมาดของไอซ์

    อย่างว่า ทุกที่ทุกทาง มีแต่ความทรงจำเต็มไปหมดเลย
    อยู่ที่ว่า มันจะปรากฎออกมาในช่วงเวลาไหน

    บางวันทำงาน เหนื่อย จะไม่คิดอะไร
    แต่ บางวัน เครียดกับเรื่องไม่เรื่อง ก็คิดถึงคนที่ทำให้เราสบายใจเมื่ออยู่ใกล้นะคะ ไม่จำเป็นต้องนาน มาแวบๆเหมือนพี่หนุ่ยก็มีแยอะแยะให้เรานึกถึง

    เอาเป็นว่า เมื่อตอนได้พบ ได้รู้จัก ได้กิน
    ได้เมา(สุข)ด้วยกันก้พอแล้ว ..โน๊ะ

    อย่างนี้หรือเปล่าที่ อ.เสก ใช้ว่า

    “เรียกมันว่าชีวิตที่ดี…”

    แต่พี่ขอเปลี่ยนเป็น .. เรียกมันว่าช่วงเวลาที่ดี … ดีก่า :)

    .. ด้วยมิตรภาพและภูหินร่องกล้านะจ่ะ ..

ใส่ความเห็น