วันที่แม่ยิ้มออก

๑.

แล้วแม่ก็เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยรอยยิ้มสดใส  ฉันเห็นรอยยิ้มนั้นของแม่เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ  จังหวะการย่างก้าวของแม่สม่ำเสมอและผ่อนคลาย  มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้เห็นรอยยิ้มและดวงหน้าอันสดใสเช่นนี้ของแม่  ฉันยิ้มรับเมื่อมือนิ่มนุ่มและอบอุ่นสัมผัสลงบนศีรษะของฉันอย่างอ่อนโยน  มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้รับสัมผัสอันอ่อนโยนและอบอุ่นเช่นนี้จากแม่

 

๒.

ฉันจำได้เมื่อราวครึ่งปีที่ผ่านมาครอบครัวของเราเหมือนถูกสาปให้หาความสุขไม่ได้  พ่อและแม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นแต่ละวัน  แม่หน้าหมองคล้ำ  ส่วนพ่อเองก็ดูไม่มีความสุข  สำหรับฉันการได้เห็นพ่อและแม่ทะเลาะกันเป็นเรื่องที่บั้นทอนความรู้สึกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้  ฉันยังเด็ก  และฉันเองก็ไม่สามารถรู้และเข้าใจได้เลยว่าเพราะเหตุใดพ่อและแม่จึงต้องทะเลาะกันด้วย  และยิ่งนับวันเหตุการณ์ทำนองนี้ก็ไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนคลายลงเลย  มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเสียด้วยซ้ำ  ตั้งแต่เกิดมาจนอายุครบแปดขวบได้ไม่นาน  ฉันไม่เคยเห็นพ่อทำร้ายร่างกายแม่  แต่แล้วฉันก็ต้องได้เห็นตอนที่เห็นพ่อนั่งคร่อมอยู่บนตัวแม่ที่นอนดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากอำนาจของพ่อ  แล้วพ่อก็เริ่มฟาดฝ่ามือหยาบกร้านลงบนแก้มของแม่  ทีแล้วทีเล่า    จนฉันต้องเบือนหน้าหนีพยายามซ่อนน้ำตาที่เอ่อท้นขึ้นมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว  น้องชายตัวเล็กของฉันนั่งกอดเข่าร้องไห้จ้าอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน  ผสานกับเสียงร้องไห้ครวญครางด้วยความเจ็บปวดของแม่  พ่อผละออกจากตัวแม่คล้ายได้สติ แล้วเดินเข้ามาหาน้องชายของฉัน  พยายามจะเข้าไปอุ้มและปลอบประโลมให้คลายอาการตกใจ  น้องชายของฉันถอยหนีทั้งที่รู้ว่าไม่มีที่จะให้หนีอีกแล้ว ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นของน้องชายดีเพราะมันคงไม่ต่างจากความรู้สึกของฉันมากนัก  ฉันเห็นพ่อได้กลายร่างเป็นปีศาจไปแล้ว  ฉันรู้ว่าพ่อเองก็เสียใจกับสิ่งที่พ่อได้กระทำลงไปต่อหน้าพวกเรา  พ่อถอยห่างออกจากน้อง  แล้วหันมาบอกให้ฉันช่วยปลอบน้องแทน  พ่อคว้ากุญแจรถยนต์จากหลังตู้เย็นก้าวเดินออกไป  แล้วชะงักหยุดยืนอยู่ตรงประตูหน้าบ้าน  ก่อนจะหันกลับมามองภาพภายในบ้านอีกครั้ง  แล้วพ่อก็หันมาบอกฉันอีกครั้งว่า  เดี๋ยวพ่อจะกลับมา  ดูแม่  ดูน้องให้ดีด้วย  เสียงเครื่องยนต์ของรถพ่อดังไกลออกไปจนเงียบหาย  แม่จึงเข้ามากอดฉันและน้อง  แม่ร้องไห้อย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต  แม่พร่ำบอกกับฉันและน้องว่า  แม่ขอโทษ  แม่ไม่น่าไปเอาเงินเขามาเลย  หนูอย่าไปโกรธพ่อเขานะลูก  แม่คลายก้อนสะอื้นออกมาเป็นห้วงๆ  และกอดพวกเราแน่นขึ้น 

 

แม่ไม่น่าไปเอาเงินเขามาเลย   แม่ไม่น่าไปเอาเงินมาเลย 

ฉันได้ยินประโยคนี้เนิ่นนานก่อนที่จะเงียบหายไปพร้อมกับเปลือกตาของแม่ที่ปิดสนิท  แม่หลับไปอย่างยากเย็น  ทิ้งฉันและน้องให้นั่งกอดกันท่ามกลางแสงสีส้มจัดของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับฟ้า-

 ๓.

“วันนี้อยากกินอะไรดี”  แม่ถามฉันหลังจากที่ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของแม่ 

“ก๋วยเตี๋ยว”  ฉันบอกแม่  “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยร้านตรงปากทางนะแม่อร่อยดี” 

 

แม่พยักหน้าและสตาร์ทเครื่อง  มอเตอร์ไซค์เคลื่อนไกลห่างออกจากบ้านหลังนั้นทุกวินาที  บ้านหลังนั้นดูเล็กลงและคลายความเคร่งขรึม ดุดันลงจนฉันกล้าที่จะหันกลับไปมอง  รถมอเตอร์ไซค์ของแม่ยังคงวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเชื่องช้า  ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่หวาดกลัวบ้านหลังนั้นอีกต่อไปแล้ว  บ้านที่ทั้งฉันและน้องต่างเกลียดและกลัวเกรง  บ้านที่เมื่อแม่พาฉันมาครั้งใด  ขากลับแม่จะมีฟ่อนธนบัตรอยู่ในกระเป๋า  บ้านที่เมื่อแม่มาครั้งใด  หากกลับถึงบ้าน  พ่อและแม่จะมีปากเสียงกันเป็นประจำ  ฉันแอบได้ยินมาว่าบ้านหลังนั้นมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐีร่ำรวยจากการปล่อยเงินกู้  และมีงานอดิเรกเป็นท้าวแชร์ลูกโซ่เจ้าใหญ่  แม่ชอบพาทั้งฉันและน้องมาที่บ้านหลังนี้บ่อยๆ  เมื่อแม่กลับถึงบ้านไม่นานก็จะมีคนมากหน้าหลายตาเดินทางมาหาแม่  แล้วฟ่อนธนบัตรที่อยู่ในกระเป๋าของแม่ก็จะถูกจัดสรรและโยกย้ายไปสู่กระเป๋าของผู้คนที่เดินทางมาหาแม่อีกที  บางคนเมื่อได้เงินจากแม่แล้วก็หายหน้าหายตาไปเลย  ส่วนบางคนนั้นจะเดินทางกลับมาหาแม่ทุกครั้งเป็นประจำทุกเดือน  ฉันเคยถามว่าคนพวกนี้เป็นใคร  แม่บอกฉันว่าคนพวกนี้เป็นลูกหนี้ของแม่  แล้วคนที่แม่ไปหาที่บ้านหลังนั้นล่ะ  ฉันถามแม่  แม่บอกกับว่าคนที่บ้านหลังนั้นเป็นเจ้าหนี้ของแม่อีกทีหนึ่ง  ฉันถามแม่ว่าแล้วทำไมเราต้องไปเป็นลูกหนี้เขาด้วยในเมื่อเราเองก็เป็นเจ้าหนี้คนอื่นเหมือนกัน  แม่บอกกับฉันว่าก็แม่ไปเอาเงินของเขามาออกดอกอีกที  ฉันไม่เข้าใจธุรกรรมที่แม่กำลังดำเนินอยู่  แต่ฉันสามารถมีของเล่นที่ฉันอยากได้  น้องชายของฉันก็สามารถมีของเล่นที่เขาอยากได้  แม่สามารถนำเงินมาจับจ่ายใช้สอยได้คล่องมือกว่าแต่ก่อน  แม่เคยบอกว่าลำพังแค่เงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อยจะไปพอใช้อะไร  แม่จำเป็นจะต้องไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อหารายได้เสริมเพื่อให้ครอบครัวของเราแข็งแรงขึ้นและมีความสุขมากยิ่งขึ้น  ฉันอยากบอกแม่ว่าถึงแม้ว่าทั้งฉันและน้องจะไม่มีของเล่นอย่างที่อยากได้ฉันและน้องก็มีความสุข  ฉันอยากเอาของเล่นทั้งของฉันและน้องไปคืนแม่แล้วบอกว่าถ้ามันทำให้พ่อและแม่ทะเลาะกัน  ทั้งฉันและน้องก็ไม่อยากได้มันไว้อีกแล้ว  ฉันไม่อยากให้แม่ไปที่บ้านหลังนั้นอีกต่อไป  ฉันไม่อยากเห็นพ่อและแม่ทะเลาะกันอีกแล้ว  ฉันเคยบอกแม่หลายครั้งว่าแม่อย่าไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย  แต่แม่ก็ปฏิเสธคำขอร้องของฉัน  แม่บอกว่าแม่จำเป็นจะต้องไปที่บ้านหลังนั้น  แม่ต้องไปรับผิดชอบต่อเงินของเขาที่มันสูญสลายไปพร้อมกับผู้คนที่เคยเดินทางมาหาแม่  บ้านของเราเงียบกริบและร้างไร้วิญญาณตั้งแต่ผู้คนพวกนั้นพากันหายหน้าไป  พ่อและแม่ทะเลาะกันบ่อยขึ้นและนั่นน่าจะเป็นเสียงเดียวที่เกิดขึ้นในบ้าน  เสียงหัวร่อต่อกระซิบที่เคยมี  มันได้หายสาบสูญไปแล้วจากบ้านของเรา 

 ๔.

ร้านก๋วยเตี๋ยวปากทางเป็นร้านเล็กๆ  โครงสร้างทำจากไม้ยูคาลิปตัส  เสาทั้งสี่ต้นยืนเป็นหลักให้กับหลังคาสังกะสีทรงเพิงหมาแหงน  กลิ่นหม้อตุ๋นเนื้อเปื่อยโชยแตะจมูกมาแต่ไกล  ที่นี่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำของใครหลายคนในละแวกนี้  รวมทั้งฉันและแม่ผู้มาจากถิ่นอื่น  เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างท้วมกำลังตักน้ำซุปและเนื้อเปื่อยหอมกรุ่นในชาม

 

เจ้าของร้านยิ้มทักทายแม่  แม่ยิ้มตอบกลับ  ฉันไม่แน่ใจว่าเจ้าของร้านจะผิดสังเกตกับรอยยิ้มของแม่ในวันนี้หรือไม่  รอยยิ้มที่สดใสไม่มีแวววิตกกังวลเจืออยู่  ฉันอยากให้หล่อนถามแม่ของฉันเหลือเกินว่าทำไมวันนี้แม่ของฉันดูมีความสุขเหลือเกิน  เพราะฉันจะเป็นคนตอบกับหล่อนด้วยตัวเองแทนแม่เลยว่า  วันนี้เราจะมากินก๋วยเตี๋ยวฝีมือหล่อนเป็นวันสุดท้าย  เพราะต่อจากนี้ไปแม่จะไม่มาที่นี่  แม่จะไม่มีวันกลับไปที่บ้านหลังนี้อีกเป็นอันขาด  และหล่อนก็คงจะคาดเดาสถานการณ์ได้เองว่าเพราะเหตุใด  และทำไมเราถึงไม่จำเป็นต้องไปที่บ้านหลังนั้นอีก  แม่เคยบอกกับฉันว่าคนในละแวกส่วนมากต่างตกเป็นลูกหนี้  ต่างยอมก้มหัวให้บ้านหลังนั้นใช้แผ่นหลังของตัวเองเป็นที่ปลูกข้าว  ให้บ้านหลังนั้นเก็บเกี่ยวผลประโยชน์  หล่อนเองก็คงไม่ผิดไปกับคนอื่นในละแวกนี้

 

คำถามของแม่เรียกให้ฉันกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง  แม่ถามฉันว่าจะกินอะไร  ฉันเลือกก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อเปื่อย  ฉันอยากจะจดจำรสชาติเนื้อเปื่อยของร้านนี้ให้ขึ้นใจที่สุด  เพราะครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้กินเนื้อเปื่อยจากร้านแห่งนี้ 

 

เสียงของแม่สั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อเปื่อยสองชาม  แล้วเราจึงเดินเข้าไปเลือกหาที่นั่งด้านในร้าน  แม่ยิ้มอย่างมีความสุขและเผลอฮัมเพลงที่ฉันคุ้นหูมาตั้งแต่จำความได้  เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของทั้งพ่อและแม่  แม่เคยเล่าว่าพ่อเคยใช้เพลงนี้ร้องจีบแม่สมัยยังสาวๆ  พวกเราได้แต่หัวเราะอย่างขบขัน  ผู้ชายเข้มแข็งและออกจะแข็งกระด้างอย่างพ่อมาร้องเพลงจีบแม่  แม่ยังเล่าแถมมาด้วยว่าถ้าไม่ได้เพลงนี้ในวันนั้นทั้งฉันและน้องก็คงได้ไปเกิดในท้องของใครที่ไม่ใช่แม่เป็นแน่ 

 

แล้วภาพบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขแบบเก่าๆก็ล่องลอยเข้ามาในกระแสสำนึกของฉันอีกครั้ง  ฉันยังจำได้ดีว่าครอบครัวของเรานั้นเคยมีความสุขกันมากมายแค่ไหน  พ่อ น้อง และฉัน แต่งตัวเดินลงสนามหญ้าที่กำลังจะกลายสภาพเป็นสนามฟุตบอลในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า  น้องชายของฉันอุ้มลูกฟุตบอลลายขาว-ดำ อยู่กับอกไม่ยอมให้ใคร  เพราะหมายใจว่าตัวเองจะเป็นคนแรกที่เขี่ยบอลเปิดสนาม  โดยมีแม่ปูเสื่อนั่งเตรียมน้ำหวานและขนม  อยู่ข้างๆสนามหญ้าตรงข้ามบ้านเช่าของของเรา  เสียงหัวเราะยังคงดังกังวานอยู่ในความทรงจำของฉันเสมอมา  แต่แล้วบ้านหลังนั้นก็ทำให้ครอบครัวของเราไม่มีความสุข  ไม่มีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นอีกเลย  นับจากที่แม่ตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น  แม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับพวกเราอย่างที่เคยมี  แม่บอกว่าแม่ต้องไปตามหาผู้คนที่เคยเดินทางมาหาแม่ที่บ้าน  เพราะผู้คนเหล่านั้นหายหน้าไป  และหากแม่ไม่ไปตามหาผู้คนเหล่านั้น  คนที่บ้านหลังนั้นก็จะเดินทางมาหาแม่ถึงที่บ้าน  ส่วนพ่อที่เป็นคนคัดค้านการเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นของแม่ตั้งแต่แรก  ก็ดูจะไม่มีความสุขเลย  พ่อไม่อยากให้แม่เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น  พ่อให้เหตุผลกับแม่ว่าบ้านหลังนั้นจะกลืนวิญญาณของแม่ไปจนหมด  แม่จะไม่มีความสุข  ทุกคนในครอบครัวจะไม่มีความสุข  แต่แม่เองก็มีเหตุผลมาโต้แย้งว่าที่แม่จำเป็นจะต้องเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น  ก็เพียงเพื่อจะมีรายได้มาช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวของเราดีขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้น  เทียมหน้าเทียมตาผู้คนในละแวกบ้านเช่านี้ได้บ้าง  ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเราจึงต้องทัดเทียมกับคนอื่น  อะไรเป็นมาตรวัดความเท่าเทียมกันของคนในละแวกบ้านเช่าของเรา  เมื่อแม่ยืนยันความคิดที่ตัดสินใจแล้ว  พ่อก็คงไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรมาทัดทานแรงปรารถนาของแม่  ทั้งพ่อและแม่ต่างพูดกันน้อยคำลงเรื่อยๆจนถึงขั้นไม่พูดกันเลย  หากมีเรื่องจะต้องพูดจากันก็ต้องไหว้วานให้ฉันเป็นสื่อกลางในการสนทนา  เพราะหากพ่อและแม่เอ่ยปากจะพูดกันเมื่อไหร่  การสนทนาครั้งนั้นก็จะกลายเป็นการโต้เถียงและทะเลาะวิวาทขึ้นมาทันที

 ๕.

ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อเปื่อยสองชามถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะของเรา  ฉันเลื่อนชามของฉันไปตรงหน้าแม่แล้วบอกให้แม่ช่วยเติมเครื่องให้ฉันหน่อย  แม่ยิ้มแล้วตักเครื่องปรุงต่างๆลงในชามก๋วยเตี๋ยวของฉัน  ฉันรู้ว่าแม่ไม่เคยรสชาติที่ฉันโปรดปราน  แม่ใช้ตะเกียบและช้อนคลุกเคล้าให้เครื่องปรุงผสมผสานเข้าเนื้อน้ำซุป  แล้วจึงเลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวส่งให้ฉัน  ฉันก้มลงสูดกลิ่นหอมจากชามก๋วยเตี๋ยว  และโดยที่ฉันไม่ต้องชิมรสฉันก็รู้เลยทันทีว่าสิ่งที่ฉันมั่นใจนั้น  ฉันไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง 

 

ก๋วยเตี๋ยวในชามของฉันหมดลงไปก่อนที่แม่จะกินเสร็จ  ฉันถามแม่ว่าขอต่ออีกชามได้ไหม  แม่ยิ้มแล้วบอกกับฉันให้เดินไปสั่งกับเจ้าของร้านเอาเอง  ฉันถามแม่ว่า  แม่จะต่ออีกชามด้วยไหม  แม่พยักหน้าและบอกกับฉันว่าให้สั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเนื้อเปื่อยใส่ถุงอีกสี่ถุง  แม่บอกว่าซื้อไปเผื่อทั้งพ่อและน้องที่กำลังรออยู่ที่บ้านเช่าของเรา 

 

เมื่อฉันสั่งรายการก๋วยเตี๋ยวเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับมานั่งรอที่โต๊ะตามเดิม  เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่กินเสร็จพอดี  แม่ยกน้ำเย็นขึ้นดื่มแล้วซับปากด้วยกระดาษชำระ  แม่เหม่อมองออกร้าน  ฉันไม่รู้ว่าแม่กำลังคิดเรื่องอะไรอยู่  แต่สายตาของแม่กำลังจับจ้องอยู่ที่เด็กชายอายุใกล้เคียงกับฉัน  หน้าตาของเขามีลักษณะผิดปกติ  ตรงหน้าผากมีก้อนเนื้อปูดโปนขนาดใหญ่  ทำให้สัดส่วนของกะโหลกผิดเพี้ยนไป  ดวงตาหลุบลึกเข้าไปในเบ้าตา  เรียวปากของเขาแหว่งหายไปคล้ายถูกฟันด้วยของมีคมจนเป็นแผลฉกรรจ์  เขายืนจ้องมาที่ฉัน  ด้วยแววตาที่แม้แต่คนที่ใจบาปหยาบช้าที่สุดก็คงจะต้องเวทนาสงสารเขา  แต่แววตาของเขาไม่สามารถเรียกความเวทนาสงสารได้จากเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว  หล่อนตะเพิดไล่เขาด้วยวาจาจาบจ้วงและป่าเถื่อนที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยิน  แต่ละถ้อยคำล้วนนำเอาความพิกลพิการของเขามาทับถม  เขาทำท่าจะเดินจากไปแต่แม่ก็เรียกเขาไว้เสียก่อน  แล้วบอกให้เขาสั่งก๋วยเตี๋ยวตามแต่ที่เขาอยากกินกับเจ้าของร้าน  เขาไม่กล้าและทำท่าว่าจะเดินจากไปอีกครั้ง  แม่จึงสั่งเจ้าของร้านให้หล่อนไปตามเด็กชายคนนั้นว่าจะกินอะไร  หล่อนอิดออดแต่ก็เดินไปถามเขาอย่างไม่เต็มใจนัก  เขาหันมามองหน้าแม่อีกครั้ง  แม่พยักหน้าให้เขา  เขายิ้มแม้รอยยิ้มนั้นจะอัปลักษณ์แต่มันก็มีความสุขที่สุดเจืออยู่  มันเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดเช่นเดียวกับแม่  เป็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเมื่อพ่อกลับมา  พ่อนำธนบัตรฟ่อนใหญ่กลับมาพร้อมกับพ่อ  แม่ถามว่าพ่อนำเงินมาจากที่ไหน  พ่อบอกกับแม่ว่าพ่อไปกู้เงินจำนวนนี้มากจากสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงานที่พ่อสังกัด  พ่ออยากให้แม่รีบนำเงินก้อนนี้ไปที่บ้านหลังนั้น  แล้วครอบครัวของเราก็จะกลับมามีความสุขอีกครั้ง  แม่ยิ้มเป็นรอยยิ้มชนิดเดียวกับเด็กชายคนนั้น 

 

ต่อไปนี้ครอบครัวของเราก็จะมีแต่ความสุขเพราะแม่ได้ให้สัญญากับพ่อแล้วว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่จะไปที่บ้านหลังนั้น 

 

เด็กชายคนนั้นกำลังเอร็ดอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวของเขา 

ฉันและแม่ก็กำลังเอร็ดอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวในชามของเรา 

 

ต่อจากนี้ชีวิตครอบครัวของเราก็จะมีแต่ความสุข  ความสุขที่ถึงแม้ว่าเราจะไม่อาจไปทัดเทียมใครได้  แต่ฉันเชื่อมั่นว่าครอบครัวของเราจะพบแต่ความสุขจากนี้และตลอดไป 

 

เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเดินนำถุงพลาสติกที่ใส่ถุงก๋วยเตี๋ยวที่จะเอาไปฝากพ่อและน้องที่บ้านมาวางบนโต๊ะ  แม่บอกให้หล่อนคิดเงิน  หล่อนชะโงกหน้าไปนับจานของเด็กชายคนนั้นจากอีกโต๊ะแล้วนับรวมกับที่โต๊ะของเราก่อนจะคิดคำนวณและบอกราคา  แม่จ่ายเงินไปตามนั้น  ก่อนจะออกจากร้านแม่ยื่นเงินส่งให้เด็กชายคนนั้นอีกจำนวนหนึ่ง  เขาพนมมือไหว้แม่ของฉันและยิ้มอย่างปลาบปลื้ม 

 

ฉันปีนขึ้นไปนั่งซ้อนแม่บนรถมอเตอร์ไซค์  แล้วบอกกับแม่ว่า  ต่อไปเราจะไม่มาที่นี่  ที่บ้านหลังนั้นอีกแล้วใช่ไหม 

 

แม่บอกฉันว่าถ้าฉันอยากกินก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเปื่อยอีก  แม่จะพาไปหาร้านที่อร่อยกว่านี้  เพราะนับจากนี้แม่จะไม่มาที่นี่  ที่บ้านหลังนั้นอีกต่อไป.

13 Responses

  1. ถูกเจ้าของบล็อก เซ้าซี้ให้มาใช้พื้นที่แถวนี้อีก

    (คนอาราย..เจ็บแล้วไม่จำ…เหอ เหอ….)

    เอ่อ

    ถ้าถามถึงความน่าสนใจของเรื่อง ช่วงครึ่งแรก ล่อหลอกให้อ่านได้อยู่นะ

    แต่พอหลังๆ เหมือนแรงตก แผ่วไปหน่อย

    แต่จบเรื่องแบบนี้ ….ผิดคาค

    ซึ่งก็น่าจะดี….แต่ัมนจบแบบ…ง่ายไป…เท่านั้นเอง

    เพราะตอนเริ่ม…ดูเหมือนเรื่องมันท่าจะยาว….ซับซ้อน…
    แต่ทำไมแก้ปัญหาได้ง่ายจัง

    นี่ตั้งใจให้เป็นเรื่องล้อเลียนระบบการกู้เงิน…ที่เป็นงูกินหาง..
    ใช่ไหม…
    ตอนจบ….มันมีปัญหาน่ะ….มันน่าจะทำให้รู้สึก..ถึงวังวนของการกู้เงิน…มากกว่านี้

    โดยรวม ถือว่าดีกว่าเรื่องที่ผ่านมา เพียงแต่ กลวิธีบรรยายความรู้สึกของตัวละคร..ทำให้อยากอ่าน…ข้ามๆ ไป…เพื่อรู้ตอนจบซะที…

    :-)

    อ้ะ…..พอใจแล้วใช่ไหม

  2. เอิ๊ก

    พอใจมากคร้าบ
    ขอบคุณคร้าบบบ

  3. อ่านแล้วอิ่มขอรับ :)

  4. ไม่อาจวิจารณ์ค่ะ
    (( เพราะยังไม่ได้อ่านให้ละเอียดนัก))

    .

    พยายามเข้านะคะคุณไอซ์
    :D

  5. ไม่อาจวิจารณ์ค่ะ
    (( เพราะยังไม่ได้อ่านให้ละเอียดนัก))

    .

    พยายามเข้านะคะคุณไอซ์
    :D

  6. อ่านผ่าน……..ติดไว้ก่อนนะคะป๋าไอซ์

    ยุ่งๆ อยู่ค่ะ แล้วจะเข้ามาอ่านอีกทีและอีกทีถ้าป๋าไอซ์ไม่ถือสาหาความปากร้ายของข้าเจ้า

    เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกก

  7. เอิ๊ก
    ผมชื่นชอบความร้าย
    มิพิสมัยความหวาน

    ว่างแล้วค่อย อีกทีและอีกที ขอรับ
    ไม่มีหนีไปไหนอยู่แว้ววว

    เอิ๊ก

  8. มาแล้วเจ้าคะป๋าไอซ์

    บอกก่อนว่า…ฝีมือข้าเจ้าอ่อนด้อยนัก
    ยามอ่านนั้นก็หาใช่อ่านเพื่อศึกษาการเขียน
    อ่านเอาเพลิน เอาองค์ความคิดเสียล่ะมากกว่า
    เพิ่งอ่านเพื่อนำกลวิธีการนำเสนอมาใช้เมื่อไม่กี่เดือนและกี่เล่มนี่เอง

    แปลงร่างเป็นเด็กหญิงก่อน
    หน้าตาหน้าเอ็นดูจะอี้ อู้หยังป๋าไอซ์จะได้ไม่เคืองกันเสียก่อน (ฮา)

    .

    บทเรียนแรก…เป็นเรื่องของการตัดคำออกนะเจ้าคะ ประเภทคำฟุ่มเฟือย
    จำขี้ปากความคิดท่านประทีปมาอีกทีที่บอกว่า…เรื่องสั้นไม่อนุญาตให้เรากระทำการรุ่มร่ามทางภาษาได้

    ๑.

    -”แล้วแม่ก็เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยรอยยิ้มสดใส ฉันเห็นรอยยิ้มนั้นของแม่เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ”
    คำว่า “นั้น” ใกล้กันสองคำ ตัดคำหลังเสียคำหนึ่งรูปประโยคยังคงเดิมหรือเปล่าคะป๋าไอซ์

    -”มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้เห็นรอยยิ้มและดวงหน้าอันสดใสเช่นนี้ของแม่”
    คำว่า “มัน” “นะ” “ได้” ถ้าไม่มีในประโยคล่ะเจ้าคะ รูปประโยคดูกระชับขึ้น ขณะที่ยังคงความหมายเดิมไหมคะป๋าไอซ์

    “ดวงหน้าอันสดใส” คำว่า “สดใส” หาคำอื่นมาอธิบายดีไหมคะ จะได้ไม่ไปซ้ำกับ “รอยยิ้มสดใส” ในประโยคแรก

    -”มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้รับสัมผัสอันอ่อนโยน” เข้าใจว่าเป็นความตั้งใจใช้ประโยคนี้ให้ซ้ำเดิมกับประโยคอื่น
    ถ้างั้นเพื่อขับเน้นความตั้งใจควรขึ้นย่อหน้าใหม่ทั้งสองประโยคนี้ ป๋าไอซ์เห็นเป็นไงบ้างคะ

    ขอยกตัวอย่างแค่ตอนที่หนึ่งพอนะคะป๋าไอซ์

    เพื่อเป็นแนวให้กับตอนอื่นที่เหลือ

    ..

    ป๋าไอซ์เจ้าคะ ประเด็นที่ต้องการนำเสนอจุดใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เหตุแห่งรอยยิ้มที่จางหายหรือเจ้าคะ
    พอมาถึงตัวสาเหตุ ซึ่งเป็นการกู้เงินและปล่อยเงินกู้นอกระบบ มันเหมือนขาดหายน่ะท่าน นอกจากวงจรก็ยังมองไม่เห็นสิ่งใดที่บอกว่านี่เป็นระบบที่ถึงขั้นทำให้บ้านที่เคยมีความสุขนั้นหายไป

    อืมมม อาจเพราะเป็นมุมมองปัจเจก ความคิดของตัวละครจึงจำกัดอยู่ในส่วนที่เด็กชายคนนั้นรับรู้

    ชอบวิธีการจบของท่านนะคะ
    แววตาของเด็กชายคนนั้นที่นำมาเปรียบกับแววตาแสนสุขของแม่

    เหอๆๆ ว่าแต่ว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยที่อร่อยกว่านี้นั้น หมายถึงการหลุดจากวงจรเงินกู้นอกระบบแล้วจริงๆ
    หรือผละจากวงโคจรนี้ไปวงโคจรอื่นที่ดีกว่าค่ะ

    .

    อา…ขอเม้าท์เจ้าค่ะ เมื่อวานข้าเจ้าอ่านเรื่องสั้นของจรรยา ในจุดประกายวรรณกรรม
    แล้วเผลอใช้คำสอนที่ท่านดินกรุณาแนะแนวเรื่องการตัดคำเยิ่นเย้อ ติดปากนี่ล่ะเจ้าคะ

    อ่านไป…ทอนคำจรรยาไป (ฮา) ผิดวิสัยคนอ่านหนังสือยิ่งนักเจ้าค่ะป๋าไอซ์
    ระวังนะเจ้าคะ…ระวังนิสัยนี้จะแพร่เชื้อให้ท่านอีกราย

    ฮือๆๆ เพราะท่านดินแต้ๆ เจียวทำให้วิธีการอ่านหนังสือข้าเจ้าเปลี่ยนไป :D

    ด้วยมิตรภาพ

  9. กลวิธีการเล่าเรื่องผ่านเด็กตัวเล็ก ๆ ขอรับ
    เลยจำเป็นที่จะต้องเล่าผ่าน สายตา และวิธีความคิดของเด็ก
    แม้ภาษาที่ใช้เล่าจะไม่ค่อยเด็กเท่าไหร่เลย
    อย่างกะว่าผู้เล่าผ่านสายตา

    เอิ๊ก

    ร้อนหลายขอรับนาทีนี้

  10. ท่านป๋าขอรับ เคยอ่านเรื่องนี้แล้ว (อ่านแล้วคุ้น จึงจำได้)

    มิทราบการกลับมาครั้งนี้ ท่านขัดเกลา หรืออย่างไร

    จะอ่านอีกรอบ หากคันปาก อิอิ ก็จะเขียนมาทวงถามบางประการนะขอรับ (หลังไมค์แน่นอน)

    ด้วยมิตรภาพ

  11. แม่เพลง ผมเองก็จำขี้ปาก (เขา) มาเหมือนกันครับ

  12. การเล่าผม่านตัวเด็ก เพื่อความสมจริง…พึงระลึกถึงวัยวุฒิของเด็กด้วยขอรับท่านป๋า

    เช่น เด็กวัยนั้นวัยนี้จะคิดได้มากน้อยแค่ไหน… ที่แน่ ๆ มันไม่เหมือนความคิดผู้ใหญ่แน่ ๆ

    สดใส ใสซื่อ ไม่อ้อมค้อม ช่างจินตนาการ…

    แม่เพลง ผมอ่างานของจรรยาแล้วยิ้มไป ไม่เห็นว่าต้องตัดตรงไหน…

    อ่านแล้วคิดไม่เหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่า ต้องแตกแยกกันนะครับ

  13. ท่านพี่เรื่องนี้เป็นงานเก่า แต่เอามาเกลาใหม่
    เพียงสะท้อนปัญหาผ่านสายตาเด็ก
    แต่มันยังติดในเรื่องภาษาการเล่า
    ขอรับ

ใส่ความเห็น