๑.
แล้วแม่ก็เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยรอยยิ้มสดใส ฉันเห็นรอยยิ้มนั้นของแม่เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จังหวะการย่างก้าวของแม่สม่ำเสมอและผ่อนคลาย มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้เห็นรอยยิ้มและดวงหน้าอันสดใสเช่นนี้ของแม่ ฉันยิ้มรับเมื่อมือนิ่มนุ่มและอบอุ่นสัมผัสลงบนศีรษะของฉันอย่างอ่อนโยน มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้รับสัมผัสอันอ่อนโยนและอบอุ่นเช่นนี้จากแม่
๒.
ฉันจำได้เมื่อราวครึ่งปีที่ผ่านมาครอบครัวของเราเหมือนถูกสาปให้หาความสุขไม่ได้ พ่อและแม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เว้นแต่ละวัน แม่หน้าหมองคล้ำ ส่วนพ่อเองก็ดูไม่มีความสุข สำหรับฉันการได้เห็นพ่อและแม่ทะเลาะกันเป็นเรื่องที่บั้นทอนความรู้สึกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ฉันยังเด็ก และฉันเองก็ไม่สามารถรู้และเข้าใจได้เลยว่าเพราะเหตุใดพ่อและแม่จึงต้องทะเลาะกันด้วย และยิ่งนับวันเหตุการณ์ทำนองนี้ก็ไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนคลายลงเลย มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเสียด้วยซ้ำ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุครบแปดขวบได้ไม่นาน ฉันไม่เคยเห็นพ่อทำร้ายร่างกายแม่ แต่แล้วฉันก็ต้องได้เห็นตอนที่เห็นพ่อนั่งคร่อมอยู่บนตัวแม่ที่นอนดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากอำนาจของพ่อ แล้วพ่อก็เริ่มฟาดฝ่ามือหยาบกร้านลงบนแก้มของแม่ ทีแล้วทีเล่า จนฉันต้องเบือนหน้าหนีพยายามซ่อนน้ำตาที่เอ่อท้นขึ้นมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว น้องชายตัวเล็กของฉันนั่งกอดเข่าร้องไห้จ้าอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน ผสานกับเสียงร้องไห้ครวญครางด้วยความเจ็บปวดของแม่ พ่อผละออกจากตัวแม่คล้ายได้สติ แล้วเดินเข้ามาหาน้องชายของฉัน พยายามจะเข้าไปอุ้มและปลอบประโลมให้คลายอาการตกใจ น้องชายของฉันถอยหนีทั้งที่รู้ว่าไม่มีที่จะให้หนีอีกแล้ว ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นของน้องชายดีเพราะมันคงไม่ต่างจากความรู้สึกของฉันมากนัก ฉันเห็นพ่อได้กลายร่างเป็นปีศาจไปแล้ว ฉันรู้ว่าพ่อเองก็เสียใจกับสิ่งที่พ่อได้กระทำลงไปต่อหน้าพวกเรา พ่อถอยห่างออกจากน้อง แล้วหันมาบอกให้ฉันช่วยปลอบน้องแทน พ่อคว้ากุญแจรถยนต์จากหลังตู้เย็นก้าวเดินออกไป แล้วชะงักหยุดยืนอยู่ตรงประตูหน้าบ้าน ก่อนจะหันกลับมามองภาพภายในบ้านอีกครั้ง แล้วพ่อก็หันมาบอกฉันอีกครั้งว่า เดี๋ยวพ่อจะกลับมา ดูแม่ ดูน้องให้ดีด้วย เสียงเครื่องยนต์ของรถพ่อดังไกลออกไปจนเงียบหาย แม่จึงเข้ามากอดฉันและน้อง แม่ร้องไห้อย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แม่พร่ำบอกกับฉันและน้องว่า แม่ขอโทษ แม่ไม่น่าไปเอาเงินเขามาเลย หนูอย่าไปโกรธพ่อเขานะลูก แม่คลายก้อนสะอื้นออกมาเป็นห้วงๆ และกอดพวกเราแน่นขึ้น
แม่ไม่น่าไปเอาเงินเขามาเลย แม่ไม่น่าไปเอาเงินมาเลย
ฉันได้ยินประโยคนี้เนิ่นนานก่อนที่จะเงียบหายไปพร้อมกับเปลือกตาของแม่ที่ปิดสนิท แม่หลับไปอย่างยากเย็น ทิ้งฉันและน้องให้นั่งกอดกันท่ามกลางแสงสีส้มจัดของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับฟ้า-
๓.
“วันนี้อยากกินอะไรดี” แม่ถามฉันหลังจากที่ปีนขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของแม่
“ก๋วยเตี๋ยว” ฉันบอกแม่ “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยร้านตรงปากทางนะแม่อร่อยดี”
แม่พยักหน้าและสตาร์ทเครื่อง มอเตอร์ไซค์เคลื่อนไกลห่างออกจากบ้านหลังนั้นทุกวินาที บ้านหลังนั้นดูเล็กลงและคลายความเคร่งขรึม ดุดันลงจนฉันกล้าที่จะหันกลับไปมอง รถมอเตอร์ไซค์ของแม่ยังคงวิ่งไปข้างหน้าด้วยความเชื่องช้า ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่หวาดกลัวบ้านหลังนั้นอีกต่อไปแล้ว บ้านที่ทั้งฉันและน้องต่างเกลียดและกลัวเกรง บ้านที่เมื่อแม่พาฉันมาครั้งใด ขากลับแม่จะมีฟ่อนธนบัตรอยู่ในกระเป๋า บ้านที่เมื่อแม่มาครั้งใด หากกลับถึงบ้าน พ่อและแม่จะมีปากเสียงกันเป็นประจำ ฉันแอบได้ยินมาว่าบ้านหลังนั้นมีฐานะเข้าขั้นเศรษฐีร่ำรวยจากการปล่อยเงินกู้ และมีงานอดิเรกเป็นท้าวแชร์ลูกโซ่เจ้าใหญ่ แม่ชอบพาทั้งฉันและน้องมาที่บ้านหลังนี้บ่อยๆ เมื่อแม่กลับถึงบ้านไม่นานก็จะมีคนมากหน้าหลายตาเดินทางมาหาแม่ แล้วฟ่อนธนบัตรที่อยู่ในกระเป๋าของแม่ก็จะถูกจัดสรรและโยกย้ายไปสู่กระเป๋าของผู้คนที่เดินทางมาหาแม่อีกที บางคนเมื่อได้เงินจากแม่แล้วก็หายหน้าหายตาไปเลย ส่วนบางคนนั้นจะเดินทางกลับมาหาแม่ทุกครั้งเป็นประจำทุกเดือน ฉันเคยถามว่าคนพวกนี้เป็นใคร แม่บอกฉันว่าคนพวกนี้เป็นลูกหนี้ของแม่ แล้วคนที่แม่ไปหาที่บ้านหลังนั้นล่ะ ฉันถามแม่ แม่บอกกับว่าคนที่บ้านหลังนั้นเป็นเจ้าหนี้ของแม่อีกทีหนึ่ง ฉันถามแม่ว่าแล้วทำไมเราต้องไปเป็นลูกหนี้เขาด้วยในเมื่อเราเองก็เป็นเจ้าหนี้คนอื่นเหมือนกัน แม่บอกกับฉันว่าก็แม่ไปเอาเงินของเขามาออกดอกอีกที ฉันไม่เข้าใจธุรกรรมที่แม่กำลังดำเนินอยู่ แต่ฉันสามารถมีของเล่นที่ฉันอยากได้ น้องชายของฉันก็สามารถมีของเล่นที่เขาอยากได้ แม่สามารถนำเงินมาจับจ่ายใช้สอยได้คล่องมือกว่าแต่ก่อน แม่เคยบอกว่าลำพังแค่เงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อยจะไปพอใช้อะไร แม่จำเป็นจะต้องไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อหารายได้เสริมเพื่อให้ครอบครัวของเราแข็งแรงขึ้นและมีความสุขมากยิ่งขึ้น ฉันอยากบอกแม่ว่าถึงแม้ว่าทั้งฉันและน้องจะไม่มีของเล่นอย่างที่อยากได้ฉันและน้องก็มีความสุข ฉันอยากเอาของเล่นทั้งของฉันและน้องไปคืนแม่แล้วบอกว่าถ้ามันทำให้พ่อและแม่ทะเลาะกัน ทั้งฉันและน้องก็ไม่อยากได้มันไว้อีกแล้ว ฉันไม่อยากให้แม่ไปที่บ้านหลังนั้นอีกต่อไป ฉันไม่อยากเห็นพ่อและแม่ทะเลาะกันอีกแล้ว ฉันเคยบอกแม่หลายครั้งว่าแม่อย่าไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย แต่แม่ก็ปฏิเสธคำขอร้องของฉัน แม่บอกว่าแม่จำเป็นจะต้องไปที่บ้านหลังนั้น แม่ต้องไปรับผิดชอบต่อเงินของเขาที่มันสูญสลายไปพร้อมกับผู้คนที่เคยเดินทางมาหาแม่ บ้านของเราเงียบกริบและร้างไร้วิญญาณตั้งแต่ผู้คนพวกนั้นพากันหายหน้าไป พ่อและแม่ทะเลาะกันบ่อยขึ้นและนั่นน่าจะเป็นเสียงเดียวที่เกิดขึ้นในบ้าน เสียงหัวร่อต่อกระซิบที่เคยมี มันได้หายสาบสูญไปแล้วจากบ้านของเรา
๔.
ร้านก๋วยเตี๋ยวปากทางเป็นร้านเล็กๆ โครงสร้างทำจากไม้ยูคาลิปตัส เสาทั้งสี่ต้นยืนเป็นหลักให้กับหลังคาสังกะสีทรงเพิงหมาแหงน กลิ่นหม้อตุ๋นเนื้อเปื่อยโชยแตะจมูกมาแต่ไกล ที่นี่เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำของใครหลายคนในละแวกนี้ รวมทั้งฉันและแม่ผู้มาจากถิ่นอื่น เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างท้วมกำลังตักน้ำซุปและเนื้อเปื่อยหอมกรุ่นในชาม
เจ้าของร้านยิ้มทักทายแม่ แม่ยิ้มตอบกลับ ฉันไม่แน่ใจว่าเจ้าของร้านจะผิดสังเกตกับรอยยิ้มของแม่ในวันนี้หรือไม่ รอยยิ้มที่สดใสไม่มีแวววิตกกังวลเจืออยู่ ฉันอยากให้หล่อนถามแม่ของฉันเหลือเกินว่าทำไมวันนี้แม่ของฉันดูมีความสุขเหลือเกิน เพราะฉันจะเป็นคนตอบกับหล่อนด้วยตัวเองแทนแม่เลยว่า วันนี้เราจะมากินก๋วยเตี๋ยวฝีมือหล่อนเป็นวันสุดท้าย เพราะต่อจากนี้ไปแม่จะไม่มาที่นี่ แม่จะไม่มีวันกลับไปที่บ้านหลังนี้อีกเป็นอันขาด และหล่อนก็คงจะคาดเดาสถานการณ์ได้เองว่าเพราะเหตุใด และทำไมเราถึงไม่จำเป็นต้องไปที่บ้านหลังนั้นอีก แม่เคยบอกกับฉันว่าคนในละแวกส่วนมากต่างตกเป็นลูกหนี้ ต่างยอมก้มหัวให้บ้านหลังนั้นใช้แผ่นหลังของตัวเองเป็นที่ปลูกข้าว ให้บ้านหลังนั้นเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ หล่อนเองก็คงไม่ผิดไปกับคนอื่นในละแวกนี้
คำถามของแม่เรียกให้ฉันกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง แม่ถามฉันว่าจะกินอะไร ฉันเลือกก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อเปื่อย ฉันอยากจะจดจำรสชาติเนื้อเปื่อยของร้านนี้ให้ขึ้นใจที่สุด เพราะครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้กินเนื้อเปื่อยจากร้านแห่งนี้
เสียงของแม่สั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อเปื่อยสองชาม แล้วเราจึงเดินเข้าไปเลือกหาที่นั่งด้านในร้าน แม่ยิ้มอย่างมีความสุขและเผลอฮัมเพลงที่ฉันคุ้นหูมาตั้งแต่จำความได้ เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของทั้งพ่อและแม่ แม่เคยเล่าว่าพ่อเคยใช้เพลงนี้ร้องจีบแม่สมัยยังสาวๆ พวกเราได้แต่หัวเราะอย่างขบขัน ผู้ชายเข้มแข็งและออกจะแข็งกระด้างอย่างพ่อมาร้องเพลงจีบแม่ แม่ยังเล่าแถมมาด้วยว่าถ้าไม่ได้เพลงนี้ในวันนั้นทั้งฉันและน้องก็คงได้ไปเกิดในท้องของใครที่ไม่ใช่แม่เป็นแน่
แล้วภาพบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุขแบบเก่าๆก็ล่องลอยเข้ามาในกระแสสำนึกของฉันอีกครั้ง ฉันยังจำได้ดีว่าครอบครัวของเรานั้นเคยมีความสุขกันมากมายแค่ไหน พ่อ น้อง และฉัน แต่งตัวเดินลงสนามหญ้าที่กำลังจะกลายสภาพเป็นสนามฟุตบอลในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า น้องชายของฉันอุ้มลูกฟุตบอลลายขาว-ดำ อยู่กับอกไม่ยอมให้ใคร เพราะหมายใจว่าตัวเองจะเป็นคนแรกที่เขี่ยบอลเปิดสนาม โดยมีแม่ปูเสื่อนั่งเตรียมน้ำหวานและขนม อยู่ข้างๆสนามหญ้าตรงข้ามบ้านเช่าของของเรา เสียงหัวเราะยังคงดังกังวานอยู่ในความทรงจำของฉันเสมอมา แต่แล้วบ้านหลังนั้นก็ทำให้ครอบครัวของเราไม่มีความสุข ไม่มีเสียงหัวเราะเกิดขึ้นอีกเลย นับจากที่แม่ตัดสินใจเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น แม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับพวกเราอย่างที่เคยมี แม่บอกว่าแม่ต้องไปตามหาผู้คนที่เคยเดินทางมาหาแม่ที่บ้าน เพราะผู้คนเหล่านั้นหายหน้าไป และหากแม่ไม่ไปตามหาผู้คนเหล่านั้น คนที่บ้านหลังนั้นก็จะเดินทางมาหาแม่ถึงที่บ้าน ส่วนพ่อที่เป็นคนคัดค้านการเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นของแม่ตั้งแต่แรก ก็ดูจะไม่มีความสุขเลย พ่อไม่อยากให้แม่เดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น พ่อให้เหตุผลกับแม่ว่าบ้านหลังนั้นจะกลืนวิญญาณของแม่ไปจนหมด แม่จะไม่มีความสุข ทุกคนในครอบครัวจะไม่มีความสุข แต่แม่เองก็มีเหตุผลมาโต้แย้งว่าที่แม่จำเป็นจะต้องเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น ก็เพียงเพื่อจะมีรายได้มาช่วยส่งเสริมให้ครอบครัวของเราดีขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้น เทียมหน้าเทียมตาผู้คนในละแวกบ้านเช่านี้ได้บ้าง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเราจึงต้องทัดเทียมกับคนอื่น อะไรเป็นมาตรวัดความเท่าเทียมกันของคนในละแวกบ้านเช่าของเรา เมื่อแม่ยืนยันความคิดที่ตัดสินใจแล้ว พ่อก็คงไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรมาทัดทานแรงปรารถนาของแม่ ทั้งพ่อและแม่ต่างพูดกันน้อยคำลงเรื่อยๆจนถึงขั้นไม่พูดกันเลย หากมีเรื่องจะต้องพูดจากันก็ต้องไหว้วานให้ฉันเป็นสื่อกลางในการสนทนา เพราะหากพ่อและแม่เอ่ยปากจะพูดกันเมื่อไหร่ การสนทนาครั้งนั้นก็จะกลายเป็นการโต้เถียงและทะเลาะวิวาทขึ้นมาทันที
๕.
ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเนื้อเปื่อยสองชามถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะของเรา ฉันเลื่อนชามของฉันไปตรงหน้าแม่แล้วบอกให้แม่ช่วยเติมเครื่องให้ฉันหน่อย แม่ยิ้มแล้วตักเครื่องปรุงต่างๆลงในชามก๋วยเตี๋ยวของฉัน ฉันรู้ว่าแม่ไม่เคยรสชาติที่ฉันโปรดปราน แม่ใช้ตะเกียบและช้อนคลุกเคล้าให้เครื่องปรุงผสมผสานเข้าเนื้อน้ำซุป แล้วจึงเลื่อนชามก๋วยเตี๋ยวส่งให้ฉัน ฉันก้มลงสูดกลิ่นหอมจากชามก๋วยเตี๋ยว และโดยที่ฉันไม่ต้องชิมรสฉันก็รู้เลยทันทีว่าสิ่งที่ฉันมั่นใจนั้น ฉันไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง
ก๋วยเตี๋ยวในชามของฉันหมดลงไปก่อนที่แม่จะกินเสร็จ ฉันถามแม่ว่าขอต่ออีกชามได้ไหม แม่ยิ้มแล้วบอกกับฉันให้เดินไปสั่งกับเจ้าของร้านเอาเอง ฉันถามแม่ว่า แม่จะต่ออีกชามด้วยไหม แม่พยักหน้าและบอกกับฉันว่าให้สั่งก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กเนื้อเปื่อยใส่ถุงอีกสี่ถุง แม่บอกว่าซื้อไปเผื่อทั้งพ่อและน้องที่กำลังรออยู่ที่บ้านเช่าของเรา
เมื่อฉันสั่งรายการก๋วยเตี๋ยวเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับมานั่งรอที่โต๊ะตามเดิม เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่กินเสร็จพอดี แม่ยกน้ำเย็นขึ้นดื่มแล้วซับปากด้วยกระดาษชำระ แม่เหม่อมองออกร้าน ฉันไม่รู้ว่าแม่กำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ แต่สายตาของแม่กำลังจับจ้องอยู่ที่เด็กชายอายุใกล้เคียงกับฉัน หน้าตาของเขามีลักษณะผิดปกติ ตรงหน้าผากมีก้อนเนื้อปูดโปนขนาดใหญ่ ทำให้สัดส่วนของกะโหลกผิดเพี้ยนไป ดวงตาหลุบลึกเข้าไปในเบ้าตา เรียวปากของเขาแหว่งหายไปคล้ายถูกฟันด้วยของมีคมจนเป็นแผลฉกรรจ์ เขายืนจ้องมาที่ฉัน ด้วยแววตาที่แม้แต่คนที่ใจบาปหยาบช้าที่สุดก็คงจะต้องเวทนาสงสารเขา แต่แววตาของเขาไม่สามารถเรียกความเวทนาสงสารได้จากเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว หล่อนตะเพิดไล่เขาด้วยวาจาจาบจ้วงและป่าเถื่อนที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยิน แต่ละถ้อยคำล้วนนำเอาความพิกลพิการของเขามาทับถม เขาทำท่าจะเดินจากไปแต่แม่ก็เรียกเขาไว้เสียก่อน แล้วบอกให้เขาสั่งก๋วยเตี๋ยวตามแต่ที่เขาอยากกินกับเจ้าของร้าน เขาไม่กล้าและทำท่าว่าจะเดินจากไปอีกครั้ง แม่จึงสั่งเจ้าของร้านให้หล่อนไปตามเด็กชายคนนั้นว่าจะกินอะไร หล่อนอิดออดแต่ก็เดินไปถามเขาอย่างไม่เต็มใจนัก เขาหันมามองหน้าแม่อีกครั้ง แม่พยักหน้าให้เขา เขายิ้มแม้รอยยิ้มนั้นจะอัปลักษณ์แต่มันก็มีความสุขที่สุดเจืออยู่ มันเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดเช่นเดียวกับแม่ เป็นรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเมื่อพ่อกลับมา พ่อนำธนบัตรฟ่อนใหญ่กลับมาพร้อมกับพ่อ แม่ถามว่าพ่อนำเงินมาจากที่ไหน พ่อบอกกับแม่ว่าพ่อไปกู้เงินจำนวนนี้มากจากสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงานที่พ่อสังกัด พ่ออยากให้แม่รีบนำเงินก้อนนี้ไปที่บ้านหลังนั้น แล้วครอบครัวของเราก็จะกลับมามีความสุขอีกครั้ง แม่ยิ้มเป็นรอยยิ้มชนิดเดียวกับเด็กชายคนนั้น
ต่อไปนี้ครอบครัวของเราก็จะมีแต่ความสุขเพราะแม่ได้ให้สัญญากับพ่อแล้วว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่จะไปที่บ้านหลังนั้น
เด็กชายคนนั้นกำลังเอร็ดอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวของเขา
ฉันและแม่ก็กำลังเอร็ดอร่อยกับก๋วยเตี๋ยวในชามของเรา
ต่อจากนี้ชีวิตครอบครัวของเราก็จะมีแต่ความสุข ความสุขที่ถึงแม้ว่าเราจะไม่อาจไปทัดเทียมใครได้ แต่ฉันเชื่อมั่นว่าครอบครัวของเราจะพบแต่ความสุขจากนี้และตลอดไป
เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเดินนำถุงพลาสติกที่ใส่ถุงก๋วยเตี๋ยวที่จะเอาไปฝากพ่อและน้องที่บ้านมาวางบนโต๊ะ แม่บอกให้หล่อนคิดเงิน หล่อนชะโงกหน้าไปนับจานของเด็กชายคนนั้นจากอีกโต๊ะแล้วนับรวมกับที่โต๊ะของเราก่อนจะคิดคำนวณและบอกราคา แม่จ่ายเงินไปตามนั้น ก่อนจะออกจากร้านแม่ยื่นเงินส่งให้เด็กชายคนนั้นอีกจำนวนหนึ่ง เขาพนมมือไหว้แม่ของฉันและยิ้มอย่างปลาบปลื้ม
ฉันปีนขึ้นไปนั่งซ้อนแม่บนรถมอเตอร์ไซค์ แล้วบอกกับแม่ว่า ต่อไปเราจะไม่มาที่นี่ ที่บ้านหลังนั้นอีกแล้วใช่ไหม
แม่บอกฉันว่าถ้าฉันอยากกินก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กลูกชิ้นเปื่อยอีก แม่จะพาไปหาร้านที่อร่อยกว่านี้ เพราะนับจากนี้แม่จะไม่มาที่นี่ ที่บ้านหลังนั้นอีกต่อไป.
Filed under: Uncategorized







ถูกเจ้าของบล็อก เซ้าซี้ให้มาใช้พื้นที่แถวนี้อีก
(คนอาราย..เจ็บแล้วไม่จำ…เหอ เหอ….)
เอ่อ
ถ้าถามถึงความน่าสนใจของเรื่อง ช่วงครึ่งแรก ล่อหลอกให้อ่านได้อยู่นะ
แต่พอหลังๆ เหมือนแรงตก แผ่วไปหน่อย
แต่จบเรื่องแบบนี้ ….ผิดคาค
ซึ่งก็น่าจะดี….แต่ัมนจบแบบ…ง่ายไป…เท่านั้นเอง
เพราะตอนเริ่ม…ดูเหมือนเรื่องมันท่าจะยาว….ซับซ้อน…
แต่ทำไมแก้ปัญหาได้ง่ายจัง
นี่ตั้งใจให้เป็นเรื่องล้อเลียนระบบการกู้เงิน…ที่เป็นงูกินหาง..
ใช่ไหม…
ตอนจบ….มันมีปัญหาน่ะ….มันน่าจะทำให้รู้สึก..ถึงวังวนของการกู้เงิน…มากกว่านี้
โดยรวม ถือว่าดีกว่าเรื่องที่ผ่านมา เพียงแต่ กลวิธีบรรยายความรู้สึกของตัวละคร..ทำให้อยากอ่าน…ข้ามๆ ไป…เพื่อรู้ตอนจบซะที…
อ้ะ…..พอใจแล้วใช่ไหม
เอิ๊ก
พอใจมากคร้าบ
ขอบคุณคร้าบบบ
อ่านแล้วอิ่มขอรับ
ไม่อาจวิจารณ์ค่ะ
(( เพราะยังไม่ได้อ่านให้ละเอียดนัก))
.
พยายามเข้านะคะคุณไอซ์
ไม่อาจวิจารณ์ค่ะ
(( เพราะยังไม่ได้อ่านให้ละเอียดนัก))
.
พยายามเข้านะคะคุณไอซ์
อ่านผ่าน……..ติดไว้ก่อนนะคะป๋าไอซ์
ยุ่งๆ อยู่ค่ะ แล้วจะเข้ามาอ่านอีกทีและอีกทีถ้าป๋าไอซ์ไม่ถือสาหาความปากร้ายของข้าเจ้า
เอิ๊กกกกกกกกกกกกกกก
เอิ๊ก
ผมชื่นชอบความร้าย
มิพิสมัยความหวาน
ว่างแล้วค่อย อีกทีและอีกที ขอรับ
ไม่มีหนีไปไหนอยู่แว้ววว
เอิ๊ก
มาแล้วเจ้าคะป๋าไอซ์
บอกก่อนว่า…ฝีมือข้าเจ้าอ่อนด้อยนัก
ยามอ่านนั้นก็หาใช่อ่านเพื่อศึกษาการเขียน
อ่านเอาเพลิน เอาองค์ความคิดเสียล่ะมากกว่า
เพิ่งอ่านเพื่อนำกลวิธีการนำเสนอมาใช้เมื่อไม่กี่เดือนและกี่เล่มนี่เอง
แปลงร่างเป็นเด็กหญิงก่อน
หน้าตาหน้าเอ็นดูจะอี้ อู้หยังป๋าไอซ์จะได้ไม่เคืองกันเสียก่อน (ฮา)
.
บทเรียนแรก…เป็นเรื่องของการตัดคำออกนะเจ้าคะ ประเภทคำฟุ่มเฟือย
จำขี้ปากความคิดท่านประทีปมาอีกทีที่บอกว่า…เรื่องสั้นไม่อนุญาตให้เรากระทำการรุ่มร่ามทางภาษาได้
๑.
-”แล้วแม่ก็เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นด้วยรอยยิ้มสดใส ฉันเห็นรอยยิ้มนั้นของแม่เคลื่อนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ”
คำว่า “นั้น” ใกล้กันสองคำ ตัดคำหลังเสียคำหนึ่งรูปประโยคยังคงเดิมหรือเปล่าคะป๋าไอซ์
-”มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้เห็นรอยยิ้มและดวงหน้าอันสดใสเช่นนี้ของแม่”
คำว่า “มัน” “นะ” “ได้” ถ้าไม่มีในประโยคล่ะเจ้าคะ รูปประโยคดูกระชับขึ้น ขณะที่ยังคงความหมายเดิมไหมคะป๋าไอซ์
“ดวงหน้าอันสดใส” คำว่า “สดใส” หาคำอื่นมาอธิบายดีไหมคะ จะได้ไม่ไปซ้ำกับ “รอยยิ้มสดใส” ในประโยคแรก
-”มันเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้รับสัมผัสอันอ่อนโยน” เข้าใจว่าเป็นความตั้งใจใช้ประโยคนี้ให้ซ้ำเดิมกับประโยคอื่น
ถ้างั้นเพื่อขับเน้นความตั้งใจควรขึ้นย่อหน้าใหม่ทั้งสองประโยคนี้ ป๋าไอซ์เห็นเป็นไงบ้างคะ
ขอยกตัวอย่างแค่ตอนที่หนึ่งพอนะคะป๋าไอซ์
เพื่อเป็นแนวให้กับตอนอื่นที่เหลือ
..
ป๋าไอซ์เจ้าคะ ประเด็นที่ต้องการนำเสนอจุดใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เหตุแห่งรอยยิ้มที่จางหายหรือเจ้าคะ
พอมาถึงตัวสาเหตุ ซึ่งเป็นการกู้เงินและปล่อยเงินกู้นอกระบบ มันเหมือนขาดหายน่ะท่าน นอกจากวงจรก็ยังมองไม่เห็นสิ่งใดที่บอกว่านี่เป็นระบบที่ถึงขั้นทำให้บ้านที่เคยมีความสุขนั้นหายไป
อืมมม อาจเพราะเป็นมุมมองปัจเจก ความคิดของตัวละครจึงจำกัดอยู่ในส่วนที่เด็กชายคนนั้นรับรู้
ชอบวิธีการจบของท่านนะคะ
แววตาของเด็กชายคนนั้นที่นำมาเปรียบกับแววตาแสนสุขของแม่
เหอๆๆ ว่าแต่ว่าร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยที่อร่อยกว่านี้นั้น หมายถึงการหลุดจากวงจรเงินกู้นอกระบบแล้วจริงๆ
หรือผละจากวงโคจรนี้ไปวงโคจรอื่นที่ดีกว่าค่ะ
.
อา…ขอเม้าท์เจ้าค่ะ เมื่อวานข้าเจ้าอ่านเรื่องสั้นของจรรยา ในจุดประกายวรรณกรรม
แล้วเผลอใช้คำสอนที่ท่านดินกรุณาแนะแนวเรื่องการตัดคำเยิ่นเย้อ ติดปากนี่ล่ะเจ้าคะ
อ่านไป…ทอนคำจรรยาไป (ฮา) ผิดวิสัยคนอ่านหนังสือยิ่งนักเจ้าค่ะป๋าไอซ์
ระวังนะเจ้าคะ…ระวังนิสัยนี้จะแพร่เชื้อให้ท่านอีกราย
ฮือๆๆ เพราะท่านดินแต้ๆ เจียวทำให้วิธีการอ่านหนังสือข้าเจ้าเปลี่ยนไป
ด้วยมิตรภาพ
กลวิธีการเล่าเรื่องผ่านเด็กตัวเล็ก ๆ ขอรับ
เลยจำเป็นที่จะต้องเล่าผ่าน สายตา และวิธีความคิดของเด็ก
แม้ภาษาที่ใช้เล่าจะไม่ค่อยเด็กเท่าไหร่เลย
อย่างกะว่าผู้เล่าผ่านสายตา
เอิ๊ก
ร้อนหลายขอรับนาทีนี้
ท่านป๋าขอรับ เคยอ่านเรื่องนี้แล้ว (อ่านแล้วคุ้น จึงจำได้)
มิทราบการกลับมาครั้งนี้ ท่านขัดเกลา หรืออย่างไร
จะอ่านอีกรอบ หากคันปาก อิอิ ก็จะเขียนมาทวงถามบางประการนะขอรับ (หลังไมค์แน่นอน)
ด้วยมิตรภาพ
แม่เพลง ผมเองก็จำขี้ปาก (เขา) มาเหมือนกันครับ
การเล่าผม่านตัวเด็ก เพื่อความสมจริง…พึงระลึกถึงวัยวุฒิของเด็กด้วยขอรับท่านป๋า
เช่น เด็กวัยนั้นวัยนี้จะคิดได้มากน้อยแค่ไหน… ที่แน่ ๆ มันไม่เหมือนความคิดผู้ใหญ่แน่ ๆ
สดใส ใสซื่อ ไม่อ้อมค้อม ช่างจินตนาการ…
แม่เพลง ผมอ่างานของจรรยาแล้วยิ้มไป ไม่เห็นว่าต้องตัดตรงไหน…
อ่านแล้วคิดไม่เหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่า ต้องแตกแยกกันนะครับ
ท่านพี่เรื่องนี้เป็นงานเก่า แต่เอามาเกลาใหม่
เพียงสะท้อนปัญหาผ่านสายตาเด็ก
แต่มันยังติดในเรื่องภาษาการเล่า
ขอรับ