–Have a FUN day–

กาแฟร้อน ๆ ควันกรุ่นวางเคียงอยู่กับขนมปังปิ้งวางซ้อนกันสองแผ่นบนจานรองใบเล็ก
ผมกางหนังสือพิมพ์อ่านข่าวฉบับเช้า
สักครู่ผมพับหน้าหนังสือพิมพ์เข้าหากันมารวบไว้ในมือเดียว
อีกมือเอื้อมไปหยิบหูถ้วยกาแฟ ยกขึ้นจิบเธอไม่เคยลืมรสชาติกาแฟของผมเลยตั้งแต่อยู่ด้วยกัน
ผมลุกขึ้นจากโต๊ะ ขนมปังปิ้งทั้งสองแผ่นยังไม่ได้ถูกล่วงล้ำ
ค่อย ๆ เผยวัตถุสีเงินวาวสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้า
จนมันหลุดออกจากฝัก

น้ำหนักของมันราวสองกิโลกรัม
ยาวเกือบสองเมตร
ผมคะเนระยะเหวี่ยง
ผมสืบเท้าให้ใกล้เข้าไปอีก

เธอกำลังง่วนอยู่ที่หน้าซิ้งค์ล้างจาน
ผมสืบเท้าใกล้เข้าไปอีกนิด
ผมคะเนระยะเหวี่ยงอีกครั้ง
ระยะกำลังพอดี

ผมใช้สองมือกระชับด้ามของมัน
ชูมันขึ้นเหนือหัว
สองมือของผมเกร็งแน่นรอบด้ามของมัน
ผมกำลังจะส่งด้านคมของมันไปที่ต้นคอของเธอ

ผมต้องชะงักเมื่อเธอหันกลับมา
เธอยิ้มให้ผม
เธอถามผมว่ายังไม่ออกไปทำงานอีกหรือ?
เธอไม่รู้ตัวเลยว่าผมกำลังจะฆ่าเธอ

เธอหันกลับไปทำงานของเธอต่อ
ผมลังเลว่าจะ ‘ทำ’ ดีไหม
ผมกำลังใช้ความคิด
สองมือของผมยังคงชูมันค้ำอยู่เหนือหัว

เธอทำท่าจะหันกลับมาอีก
ผมไม่มีเวลาตัดสินใจ
ผมเหวี่ยงมันลงไปเต็มแรง
เหลือเพียงร่างที่ไร้หัวของเธอยืนนิ่งอยู่

พริบตา เลือดถูกแรงดันอัดจนพุ่งไปติดเปรอะฝ้าเพดานสีขาว
เลือดเกาะเป็นหยดติดเนื้อตัวของมัน
ผมหยิบขนมปังปิ้งทั้งสองแผ่นจากจาน
เอาขนมปังปิ้งประกบตัวมันไว้แล้วรูดเลือดออกจากเนื้อตัวของมัน

ขนมปังปิ้งของผมกลายเป็นแซนวิส
ผมเปิดตู้เย็นหยิบเนยมาทาบางๆ
ผมประกบแซนวิสของผมอีกครั้ง
แล้วยัดมันเข้าปาก

แก้มของผมพองโตด้วยแซนวิส
แซนวิสบางส่วนยื่นออกมาจากปากของผม
ผมค่อย ๆ เคี้ยว
ผมค่อย ๆ กลืนมันอย่างช้า ๆ

อร่อยจัง
อร่อยเหลือเกิน
ผมเก็บมันเข้าฝัก
แล้วเหน็บมันไว้ที่หูเข็มขัด

ผมนั่งลงใส่ถุงเท้าที่หน้าประตูบ้าน
หยิบถุงเท้าออกจากตู้รองเท้า  วันนี้ผมเลือกถุงเท้าสีเทา
เข้าคู่กับรองเท้าหนังสีดำมันวาว
ฝีมือเธอบรรจงขัดให้ผม

จู่ ๆ ก้นของผมก็รู้สึกแฉะ ๆ
นี่เลือดของเธอไหลนองมาถึงตรงนี้เลยหรือ?
ผมย่ำเหยียบเลือดของเธอ
ขึ้นบ้านไปเปลี่ยนกางเกงทำงานตัวใหม่

ผมเดินลงบันไดมาชั้นล่าง
ผมเห็นรองเท้าของผมถูกล้อมรอบด้วยเลือดของเธอ แดงล้อมดำ
ผมย่ำเท้าผ่านกองเลือดของเธอออกประตูบ้าน
ผมลืมหยิบกุญแจรถออกมาด้วย

ช่างเหอะ
นั่งรถเมล์ก็ดีเหมือนกัน
ผมเดินออกไปปากซอย
ผมรอรถเมล์สายที่จะพาผมไปที่ทำงาน–

ที่ป้ายรถเมล์ปากซอย
คนแถวบ้านที่ออกมายืนรอรถพร้อมผม
จับกลุ่มซุบซิบ นินทา และมองมาทางผม
ผมรู้ว่าพวกนั้นนินทาผมด้วยเรื่องอะไร

เมียผมแอบมีชู้
ผมรู้ก่อนที่จะมีข่าวลือให้คนนินทาเล่นสนุกปากเสียอีก
ชู้ของเมียผมเป็นเด็กมัธยมปลายแถวบ้าน
ผมแอบดูหญิงแก่กับเด็กหนุ่มสังวาสกันบนเตียงนอนของผมบ่อยๆ

สนุกดีนะ
มันทำให้ผมมีอารมณ์กับเธอ
ไม่รู้มันนานเท่าไรที่ผมไม่ได้จินตนาการภาพล่อนจ้อนของเธอ
ยิ่งเห็นลีลาเร่าร้อนของเธอกับเด็กนั่น ผมยิ่งตะกละตะกราม

รถเมล์สายที่ต้องการแล่นมาแต่ไกลแล้ว
ผมเปลี่ยนใจ  ยังไม่ไปที่ทำงานก่อนดีกว่า
ผมเดินกลับเข้าซอยตามผู้หญิงปากมากเจ้าของร้านโชว์ห่วย
ผู้หญิงอ้วน ๆ เดินส่ายอาด ๆ ไขมันกระเพื่อมเพยิบ ๆ

ถึงกลางซอยคนมันหายไปไหนหมด
เงียบกริบอย่างกับป่าช้า
คันไม้คันมือ ชอบกล
เสียงเหล็กกล้าขาววาว รูดผ่านฝักไม้สีดำ  ด้านนอกฝั่งมุขเป็นลายดอกซากุระพันไปรอยฝัก ฟังแล้วไพเราะดีจริง

แต่หญิงอ้วนด้านหน้ากลับเข็ดฟันจนหันมามอง
ผมไม่ทันตั้งตัว จึงเอาปลายแหลมของมันจี้เอวหล่อน
ผมบอกอย่าขยับ อย่าส่งเสียง
หญิงอ้วนแข้งขาอ่อน ทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นน้ำขังเฉอะแฉะ

ผมให้หล่อนอ้าปาก
ผมให้หล่อนอ้าปาก กว้างกว่านี้อีกนิด
มันยังกว้างไม่พอ
ผมให้หล่อนอ้าปากให้กว้างจนกว่าหล่อนจะอ้าให้กว้างไปมากกว่านี้ไม่ได้

หล่อนส่งเสียงพยายามจะพูด
ผมฟังไม่รู้เรื่อง
ผมให้หล่อนหุบปากลงก่อนก็ได้
แต่หล่อนส่ายหน้า

ผมว่าขากรรไกรของหล่อนคงค้าง
หล่อนยังพยายามส่งเสียง อู้อี้ อู้อี้
ผมไม่ได้ฟัง
ผมยื่นปลายแหลมของมันเข้าในปากของหล่อน

หล่อนเคลื่อนหัวถอยห่างออกไป
ผมยื่นปลายแหลมเข้าไปอีก
หล่อนพยายามถอยหนีอีก
ผมออกแรงตวัดด้านคมของมันเข้ากับกระพุ้งแก้มของหล่อน

คมของมันเฉือนตั้งแต่กระพุ้งแก้มออกทางมุมปาก
เลือดค่อย ๆ รินออกมาช้า ๆ
แต่ทำไมหล่อนไม่ส่งเสียงร้องออกมาบ้าง
หรือว่าหล่อนเป็นลมสลบไปแล้ว

ไม่นี่ตาของหล่อนยังค้างแข็งอยู่อย่างนั้น
สงสัยคงตกใจมากกว่า
นั่งไงหล่อนส่งเสียงออกมาแล้ว
แต่ปากของหล่อนยังอ้ากว้างไม่ยอมหุบ

ทำไมหล่อนลงไปนอนดิ้นอย่างนั้นล่ะ
หรือเลือดไหลย้อนเข้าหลอดลม
น่าจะใช่ ตอนที่หล่อนนิ่งค้างอยู่นั่น
เลือดมันอาจไหลเข้าหลอดลม

ต้องช่วยหล่อน
หล่อนหายใจไม่ออก
สำลักใหญ่แล้ว
น้ำตาหล่อนไหลพราก

ต้องช่วยหล่อน
ผมจิกปลายแหลมของมันไปที่ลำคอของเธอ
คว้านเนื้อเปิดหลอดลมให้หล่อน
หล่อนจะได้หายใจได้สะดวก

ไม่เห็นอาการหล่อนดีขึ้นเลย
ทำไมหล่อนยิ่งทุรนทุราย
ไม่เอาดีกว่า
ปล่อยหล่อนไว้อย่างนั้นแหละ ผมต้องรีบไปที่ทำงาน

ผมหันหลังกลับเดินออกไปปากซอย
ไม่เหลียวหลังกลับมาดู
เก็บมับเข้าฝัก เหน็บไว้กับหูเข็มขัด
เรียกแท็กซี่ไปที่ทำงานดีกว่า–

แท็กซี่ส่วนบุคคลจอดรับผม
ผมบอกที่หมาย
คนขับแท็กซี่กดมิเตอร์
ลำโพงพ่นดนตรีที่ฟังไม่ได้ศัพท์ มีแต่เสียงกรรโชก แหกปาก

แต่เพลงมันก็ใช้ได้
ดนตรีหนักๆ
กับผู้ชายที่คอยแหกปาก
ยิ่งฟังผมยิ่งชอบ

คนขับแท็กซี่หันหลังมาถามตอนรถติดว่าผมฟังเพลงแบบนี้ได้ไหม
ผมบอกไปว่าสนุกดี
คนขับแท็กซี่มองมาที่ ‘ไอ้นั่น’  ของผม
มันกำลังนอนพาดอยู่บนหน้าขาทั้งสองข้างของผม

คนขับแท็กซี่ถามผมว่าผมได้มาจากไหน
ผมบอกเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ได้มาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
คนขับแท็กซี่บอกว่า เคยมีคนบอกของพวกนี้มันมีอาถรรพ์
คนขับแท็กซี่บอกว่า ท่ามันจะจริงเพราะตั้งแต่ผมขึ้นรถมากลิ่นเลือดคาวคลุ้งไปหมด

ผมนิ่งเฉย เหม่อมองออกไปนอกกระจก ท่ามกลางเสียงกระหึ่มหนักแน่น
หูของผมอื้ออึง เพราะคนขับรถแท็กซี่เพิ่มระดับความดังของลำโพง
เขาหันมาบอกผมว่า เพลงนี้ต้องเปิดดังๆ เพื่อให้ได้อารมณ์แบบสุดยอด
จริงอย่างที่เขาว่า มันได้อารมณ์แบบสุดยอดจริงๆ

ภาพเมื่อคืนค่อย ๆ รินออกมาจากห้วงความทรงจำ
ผมบอกเธอว่าผมรู้ว่าเธอมีชู้
ชู้ของเธอเป็นเด็กมัธยมปลายแถวบ้าน
เธอยอมรับผิด ขอให้ผมยกโทษให้ โดยที่เธอจะเลิกความสัมพันธ์กับเด็กคนนั้น

ผมบอกเธอ อย่าเลย
เธอร้องไห้ โผเข้ากอด
ขอให้ผมยกโทษให้
ผมบอกเธอ ผมไม่เคยโกรธเธอเลย

เธอซับน้ำตา แล้วถามผมว่า
ทำไมต้องประชดเธอ
เธอรู้สึกผิด ผิดตั้งแต่ครั้งแรกที่เผลอใจไปกับเด็กนั่น
เธอจะเลิก เธอจะไม่ทำอย่างนั้นอีก เพียงผมให้อภัยเธอ

ผมสารภาพกับเธอว่า ผมรู้มานานแล้ว
ผมแอบดูทั้งสองร่วมรักกัน หลายครั้ง
มันทำให้ผมตื่นตัว
ผมขอร่วมรักกับเธอบ้าง

เธอยินยอม
แต่ที่เธอเป็นตอนนี้มันแตกต่างจากที่เธอเป็นกับเด็กนั่น
เธอร้อนแรง เธอพลิ้วไหว เธอเน้นทุกท่วงท่าลีลา
แต่กับผม มันไม่ต่างเลยหากผมจะกระแทกต้นไม้ที่ตายแล้ว

ตอนเช้าผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์
เธอยกถ้วยกาแฟและจานขนมปังปิ้งมาเสิร์ฟ
ไม่รู้มันวางพาดอยู่บนตักของผมตั้งแต่เมื่อไร
แต่ผมก็ใช้มันบั้นคอภรรยาที่อยู่ด้วยกันมา สิบห้า ปี

เสียงคนขับแท็กซี่เรียกผมกลับจากภาพอดีต
เสียงเพลงกระหึ่มพรั่งพรูไม่หยุด
ผมบอกให้เขาเบาเสียงลงหน่อย ผมฟังไม่ออกว่าเขาพูดอะไร
เขาพยายามแหกปากตะโกนให้ดังกว่าเสียงจากลำโพง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร

ทำไมเขาไม่เบาเสียงลงแล้วมาพูดกันดีๆ
ทำไมเขาต้องตะโกนใส่ผมด้วย
ผมชักไม่ชอบหน้าเขาแล้ว
ผมควรฆ่าเขาดีไหม

ผมกำลังคิดว่าเขาควรจะตายแบบไหนดี
รถก็หยุด ถึงที่หมาย คนขับแท็กซี่หันมาบอกราคาค่ารถ
ผมหยิบเกินจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตส่งให้
เขาบอกไม่มีเศษเงินทอน แล้วขับรถออกไปโดยไม่ฟังว่าผมจะพูดอะไร

ผมยืนอยู่หน้าที่ทำงาน
วันนี้ผมจะมาที่นี่เป็นวันสุดท้าย
ผู้จัดการให้ผมมารับเงิน
เงินที่เขาจ้างผมออก

มันมากพอที่ผมจะไปทำธุรกิจเล็กๆ
ผมจะพออยู่ได้ เมื่อไม่มีภาระหนี้สิน
ใช่ผมพออยู่ได้ แต่ผมจะอยู่ยังไง
ผมรักงานของผม ผมอยากอยู่กับมันไปจนแก่ จนกว่าจะไม่มีแรง

ผู้จัดการบอกว่าอยากได้คนที่กระตือรือร้นมากกว่าผม
ที่ผมทำก็ถือว่าใช้ได้ แต่มันไม่พอ
มีคนที่จะมาแทนผมแล้ว เหลือเพียงให้ผมเขียนใบลาออก
ผมแก่แล้ว ผมไม่มีไฟ ผมยอมรับ ผมยินยอมเขียนใบลาออกแล้วมารับเงินในวันนี้

ยามหน้าบริษัทจะไม่ให้ผมเข้าไปในสำนักงาน
ยามเห็นมันกับผม
มันไม่ปลอดภัย
ยามไม่ให้ผมเข้า

ผมอ้างว่าจะเอามันมาให้ผู้จัดการเป็นของขวัญ
ยามถึงยอมให้ผมกับมันเข้าไปในบริษัท
ผมตรงไปที่แผนกบุคคล
และรับเช็คมา ผมยัดมันไว้ในกระเป๋ากางเกง

ผมถามเลขานุการสาวหน้าห้องว่าผู้จัดการอยู่ไหม
เธอว่าเพิ่งเห็นผู้จัดการเดินผ่านไปเข้าห้องน้ำ
ผมเดินตามไปในห้องน้ำทันที
ตรงด้านโถปัสสาวะไม่เห็นมีใคร

ผมเดินสำรวจบริเวณสำหรับปลดหนัก
ประตูบานแรก ไม่มีใคร
แต่ประตูบานที่สองถูกปิดอยู่จากด้านใน
ผมเข้าไปนั่งบนโถส้วมในห้องที่สาม

ผู้จัดการ ผมเรียก
เสียงผู้จัดการถามกลับมาว่าใคร
ผมแนะนำตัวเอง ผู้จัดการครางเสียงแสดงว่ารับรู้
ผมกำด้ามของมันแน่นขึ้น

ผมบอกผู้จัดการว่า ความจริงวันนี้ผมมีของมีให้กับผู้จัดการ
มันเป็นมรดกตกทอด
แต่ผมเปลี่ยนใจไม่ให้แล้ว อยากเก็บไว้เอง
เพราะผมรู้แล้วว่า ชีวิตหลังตกงานผมจะทำอะไรและผมต้องใช้มัน

ผมเอ่ยลาผู้จัดการ
ผมอยากฆ่าเขา
แต่ผมรู้จักเขามานาน
ผมฆ่าเขาไม่ลง

แต่ผมก็ปีนขึ้นไปเหยียบบนโถชักโครก
โผล่หัวมองข้ามไปเห็นผู้จัดการนั่งปลดทุกข์
ผมหยิบมันจรดปลายแหลมลงกลางกระหม่อมของผู้จัดการ
ผมกำด้ามมันไว้แน่นในมือนึง แล้วกระแทกมันลงไป

มันกินเข้าไปกลางกะหม่อมลึกราวสองนิ้วครึ่ง
มันแน่นพอจะให้ผมจับค้ำไว้
ผู้จัดการยังนั่งนิ่ง คาอยู่อย่างนั้น
ผมกำด้ามของมันไว้ แล้วใช้กำปั้นของมืออีกข้าง ทุบไปที่ปลายด้าม

มันค่อย ๆ เคลื่อนผ่านกระโหลก
มันค่อย ๆ ผ่านเนื้อสมอง
ผมค่อย ๆ เคลื่อนเฉือนกล้ามเนื้อที่ยึดดวงตาจนขาด
ผมเห็นนัยน์ตาของผู้จัดการหลุดออกจากเบ้า

เขาเริ่มชัก
แรงขึ้น แรงขึ้น
ผมกระชากมันออกจากหัวผู้จัดการ
ผมเก็บมันเข้าฝัก แล้วเดินออกไป ผมจะไปไหนต่อดี-

 

ผมหันรีหันขวางอยู่หน้าบริษัท
รถราวิ่งผ่านไปไม่ขาดสาย
ยามถามว่าไหนจะเอามันไปให้ผู้จัดการ ไม่ใช่หรือ?
ผมบอกยามไปว่า ผู้จัดการแกไม่อยากได้

ผมโบกมือเรียกรถแท็กซี่
แท็กซี่ส่วนบุคคลจอดรับผม
ผมเปิดประตูรถ
เสียงเพลงหนักหน่วง ริทึ่มเร้าใจ

คนขับรถแท็กซี่ยิ้มกว้างเปิดเผย
คนเดิมกับเมื่อสักครู่ที่รับผมมาส่ง
ผมบอกให้เขาเบาเสียงลงหน่อย
ตอนนี้ผมไม่อยากฟังอะไรที่มันหนักๆ

เขายินดี
เขาเปลี่ยนเป็นเพลงบรรเลงคลาสสิค
ไร้สรรพเสียงที่ก่อเกิดจากอิเล็กทรอนิกส์
เปียโนคลอเบาๆ เยื้องย้ายขับส่งให้ไวโอลินโดดเด่น

น้ำตาเอ่อท้น
ผมก้มหน้าปาดเม็ดน้ำตา
มันปลาบปลื้ม อย่างบอกไม่ถูก
อย่างน้อยวันนี้มันกับผมร่วมกันปลิดชีวิตคนไปแล้วสองสามศพ

รถติดที่สี่แยกไฟแดงข้างหน้า
บทเพลงยังกล่อมบรรเลง
อยู่ ๆ เขาก็เริ่มเล่า
เขาตั้งใจเล่า เขาถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมบูรณ์ เห็นภาพ

เขามาจากถิ่นอื่น เดินทางเข้ามหานคร
พาครอบครัวมาด้วยกันอีกสามชีวิต
เขามีลูกสาวสองคน กำลังเรียนทั้งหมด
คนโตกำลังขึ้นประถมหก คนเล็กกำลังจะเริ่มเรียนขั้นประถมศึกษา

แฟนของเขาอยู่บ้านทำขนมขายเล็ก ๆ น้อย ๆ
ตัวเขาเองยึดอาชีพขับแท็กซี่มาได้สี่ห้าปี
รายได้พอใช้ไปวันๆ
รายจ่ายในเมืองสูงมาก

เขาต้องเพิ่มระยะเวลาทำงาน
ไม่ค่อยได้เจอหน้าลูก
ลูก ๆ อยากกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด
แต่เขาไม่เห็นด้วย โอกาสสำหรับคนในเมืองมีมากกว่าคนต่างจังหวัด

ผมแตะที่ไหล่ของเขา
ผมบอกเขาว่าผมจะไปสวนสาธารณะที่ใกล้ที่สุด
เขายิ้มถามว่าไม่ต้องทำงานแล้วหรือ?
ผมยิ้มบอกเขาว่าผมลาออกแล้ว

รถแล่นเทียบที่จอดรถริมทาง
เขาหันมายิ้ม บอกว่าไม่คิดค่าโดยสาร
เขาให้ผมเดินต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงสวนสาธารณะ
เขาหันกลับไป กำลังหยิบแผ่นเพลงแผ่นใหม่

ผมเห็นใจลูก ๆ ของเขา
ผมอยากช่วยเด็ก ๆ ให้พ้นไปจากเมืองปีศาจแห่งนี้
ผมชักมันออกมาเงียบๆ
คะเนที่ตั้งของหัวใจของเขาจากด้านหลัง

ความยาวของมันทำให้ทุลักทุเลนิดหน่อย
แต่ผมก็ไม่มีเวลาจุกจิกกับอุปสรรค
ผมกดปลายแหลมทะลุผ่านพนักพิงหนานุ่ม
ผมออกแรงเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่ากระดูกซี่โครงคงขวางอยู่

เขาดิ้นพล่าน ตาตั้ง ลิ่มเลือดไหลย้อนออกทางมุมปาก
ผมออกแรงผลักมันอย่างแรง
มันทะลุแทงเข้าเนื้อหัวใจ
มันทะลุผ่านเนื้อหน้าอก

ผมรูดมันเข้า ผมรูดมันออก
ด้านคมกินเนื้อเบาะลงมาเรื่อยๆ
ผมเปิดทางออกให้มันกว้างขึ้น
ผมชักมันออก เปิดประตู ลงจากรถ เก็บมันเข้าฝัก มุ่งหน้าสู่สวนสาธารณะ–

สนามหญ้าเขียวชอุ่ม มีแมกไม้ให้ความร่มรื่น
บนพื้นที่อันกำจัด แต่กลับมาที่ทางให้คนได้หายใจหายคอ
ตรงกลางมีสระน้ำขนาดพอดี ปลาตัวใหญ่ว่ายขึ้นมางับอากาศ ก่อเป็นวงคลื่นแผ่ออกไป
นับว่าเป็นสวรรค์ย่อย ๆ เลยทีเดียว

ผมเห็นชายสูงอายุนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวหลังพิงพนักหลับตาพริ้ม
ข้างกายแกมีไม้เท้าวางพาดอยู่
หมาขนฟูขนาดเล็กวิ่งวนไปมารอบเก้าอี้ยาวที่แกนั่ง
แดดส่องลอดเมฆทอดจับร่างของชายสูงอายุผู้นั้น

ผมหลบเข้าไปนั่งใต้ร่มก้ามปูขาดใหญ่
นกกระจอกสองสามตัวส่งเสียงร้องทักการมาเยือนของผม
สายลมเอื้อย ๆ โชยต้องผิวกายที่เหนียวเหนอะ
ผมล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงออกมาซับเหงื่อ

พุ่มไม้ตรงฝั่งตรงข้ามสระน้ำสั่นระริกเป็นจังหวะ
มีเสียงซุบซิบลอดผ่านพุ่มไม้ทรงเตี้ยแผ่วเบา
เสียงแว่วหวานเขินอาย และเสียงแหบห้าวผสานตัณหา ราคะ 

ผมหยิบมันขึ้นมาวางพิงกับต้นก้ามปู
พยายามไม่ใส่ใจเสียงรบกวน
เหม่อมองผ่านผิวน้ำ
ผีเสื้อกำลังขยับปีกอยู่เหนือดอกบัวตูม

มันคงระคายผิวเนื้อแวววาวของมันไม่น้อยไปกว่าผม
ผมชักมันออกจากฝัก ผมเพิ่งสังเกตว่าลำตัวของมันโค้งเล็กน้อยได้รูป และเหมาะที่จะเหวี่ยงไปสู่เป้าหมาย
ผมเดินพามันไปที่ริมสระ
ผมกวักน้ำใส่อุ้งมือรินน้ำชโลมเนื้อของมัน แล้วใช้ปลายนิ้วลูบไล้ชำระ ให้มันรู้สึกสบายตัว

เจ้าหมาขนฟูของชายสูงอายุวิ่งมาหยุดดูผม
ผมมองหน้ามัน
มันทำหน้าสงสัย
ผมลูบหัวสองสามที ก่อนจะเดินกลับเข้าไปใต้ร่มก้ามปู

หมาน้อยขนฟูวิ่งวนรอบสระน้ำอย่างสนุกสนาน
แล้วมันก็ไปหยุดตรงพุ่มไม้ทรงเตี้ยตัวการส่งเสียงรบกวน
มันเข้าไปดม ส่งเสียงฟุดฟิดที่จมูก มันยกขาหลังขึ้นข้างนึง แล้วปล่อยน้ำสีเหลืองใส่พุ่มไม้นั้น
แล้วมันถูกใครคนนึงหลังพุ่มไม้นั้น จับโยนลงสระ

มันตะเกียกตะกายว่ายข้ามมาทางฝั่งที่ผมนั่ง
มันคงไม่กล้าขึ้นกลับไปทางฝั่งที่มันถูกจับโยนลงมา
ผมยื่นมันไปสุดเอื้อม ให้เจ้าหมาขนฟูคาบ
ผมดึงมันขึ้นฝั่ง มันสลัดน้ำกระเซ็นเป็นเม็ดๆ เสื้อผ้าของผมเปรอะเปื้อน

ผมลูบหัวมันเบาๆ
มันเข้ามาเลียรองเท้าหนังของมัน รองเท้าของผมเปื้อนโคลน
ผมเตะมันเบา ๆ ไปทีนึง
มันตกใจวิ่งกลับไปหาชายสูงอายุที่ยังคงเอนหลังพิงพนักหลับตา

ผมอยากรู้ว่าข้างหลังพุ่มไม้นั้น ใครกำลังทำอะไรกัน
ผมเดินเลาะเลียบริมสระไปอย่างเงียบเชียบ
ยิ่งใกล้เข้าไป เสียงหลังพุ่มไม้นั้นยิ่งชัดเจน
มันเป็นเสียงประกอบพิธีกรรมสังวาสของชายหญิงคู่หนึ่ง

ทั้งคู่เปลือยเปล่าท่อนร่าง
ชายด้านบนกำลังเร่งพิธีกรรม
หญิงด้านล่างก็ส่งเสียงประกอบเสริมให้พิธีกรรมขลังขึ้น
ผมชะโงกมองข้ามพุ่มไม้นั่นไปโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว

ผมปล่อยเวลาให้พิธีกรรมสิ้นสุด
มันเนิ่นนานไม่น้อยหากเราตกเป็นฝ่ายรอคอย
แต่ผมไม่ย่อท้อหรอก
พิธีกรรมในสถานที่แห่งนี้คงไม่เป็นพิธีกรรมที่ยาวนาน

เสียงประกอบพิธีกรรมดังกระชั้น เร่งเร้า
และกลายเป็นเสียงหอบเหนื่อย
ฝ่ายชายยังคงตอกติดในร่างของฝ่ายหญิงคาอยู่อย่างนั้น
ทั้งคู่กอดรัด จุมพิตกันและกัน ดูดดื่ม

ผมชักมันออกจากฝักอีกครั้ง
ผมเล็งไปที่ตรงกลางแผ่นหลังของฝ่ายชาย
ผมคะเนแรงที่จะปักปลายแหลมลงไป
มันต้องลงแรงไปครั้งเดียว แต่ได้เหยื่อสองตัว

ผมคะเนไม่พลาด
หลังจากมันผ่านแผ่นหลังของฝ่ายชาย ทะลุผ่านท้องน้อยของฝ่ายหญิงแล้วไปปักอยู่บนผืนหญ้า
คนทั้งคู่ดิ้นรน ทุรนทุราย
แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บปวด ทรมาน ด้านคมเฉือนเนื้อทุกขณะที่ทั้งสองเคลื่อนกาย

เลือดค่อย ๆ ไหลลงพื้น
พื้นหญ้าสีเขียวเข้มผสมสีแดงเลือด ช่างสวยงามเหลือเกิน
ทั้งคู่หยุดดิ้นแล้ว
เลือดยังไหลออกมาไม่หยุด

ผมปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไป
ผมปล่อยให้ชายหญิงคู่นี้ค่อย ๆ ตายเพราะเลือดไหลออกจากร่างจนหมด
ทั้งคู่แน่นิ่ง แต่ผมไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ขาดใจตายไปแล้วหรือยัง
ผมขยับด้านคมของมันและออกแรงตวัด จนมันหลุดจากร่างคนทั้งสองทางด้านสะเอว

ผมนั่งลงที่ริมสระ
ผมกวักน้ำใส่อุ้งมือรินน้ำชโลมเนื้อตัวของมัน แล้วใช้ปลายนิ้วลูบไล้ชำระ ให้มันรู้สึกสบายตัว อีกครั้ง
ผมยืนขึ้นจับชายเสื้อซับน้ำบนตัวมันให้แห้ง ก่อนจะเก็บเข้าฝัก
ชายสูงอายุ ยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากให้ผม แล้วลุกเดินหายไป

ผมกลับไปที่ใต้ร่มก้ามปู
เอนหลังพิงกับลำต้นที่อวบใหญ่
ผมพริ้มตาหลับ ลมอ่อน ๆ โชยผ่านผิว
สายลมกล่อมให้ผมหลับลงได้

ตะวันทำท่าจะจมดวงลงไปแล้วตรงขอบฟ้า
บรรยากาศโพล้เพล้น่ากลัว หลอดไฟบนเสาไฟฟ้ากระพริบแล้วปล่อยแสง
ไม่มีใครสักคนปรากฏให้เห็นในสวนสาธารณะ
ผมหยิบมันและลุกขึ้นเดินออกไปจากสวนสาธารณะ ไม่ได้เหลียวกลับไปมองตรงหลังพุ่มไม้นั่นอีกเลย

บนถนนยวดยานขวักไขว่
ผู้คนต่างร้อนรนกลับบ้าน
ผมข้ามถนนไปอีกฝากไม่ได้
ผมเห็นสะพานลอย พาดอยู่เหนือถนน ไกลออกไปราวแปดร้อยเมตร

ผมเดินไปทางสะพานลอย
ผมอยากกลับบ้าน
ผมจะไปขึ้นสะพานลอย
ผมจะกลับบ้าน

กว่าจะเดินไปถึงตะวันก็จมมิดดวงลงไปแล้ว
ความมืดโปรยตัวปกคลุมทั่วทุกแห่งหน
ไฟฟ้ากลับมาทำงานคอยส่องแสงแทน
วันนี้ทั้งวันมันช่างเหนื่อยแสนสาหัส ผมอยากกลับบ้าน

บนสะพานลอยที่ทอดพาดข้ามถนน ระยะทางดูมันช่างไกลเหลือเกินกว่าจะเดินข้ามไปอีกฝาก
ผมมาหยุดอยู่ริมราวกั้นตรงกึ่งกลางสะพานพอดี
รถราวิ่งไปมาวุ่นวาย
ผมเหนื่อยทั้งหัวใจ และร่างกายทั้งที่ได้นอนหลับไปหลายชั่วโมง

ไม่มีใครคิดจะใช้สะพานกันบ้างหรือ
ทำไมปล่อยให้สะพานลอยเดี่ยวดาย ไร้ประโยชน์อย่างนี้
ผมคิดผิด ผมเห็นชายวัยกลางคนนั่งขอทานอยู่ตรงทางลงสะพานฝากโน้น
และผู้หญิงวัยรุ่นแต่งตัวทันสมัย โชว์ทรวดทรง เดินมาทางฝากโน้น

เธอเดินใกล้เข้ามา ยิ่งเผยให้เห็นผิวเนื้อขาวนวลน่าสัมผัส
เสื้อยืดตัวเล็กจิ๋วรัดเน้นส่วนหน้าอกหน้าใจ สั้นเต่อจนเผยเอวขาวขอดกลมกลึง
กระโปรงยีนส์สั้นเหนือเข่า เผยทำให้เห็นขายาวเรียวสมส่วน
เธอเดินผ่านชายขอทานและตรงมาทางผม

ผมเดินตรงไปหาเธอ
ระยะห่างระหว่างเราสั้นลงทุกย่างก้าว
เธอสวยบาดใจ
ชายขอทานจับตามองเธอไม่วางตา

เธอเข้าใกล้ผมทุกขณะ
และก็ถึงจุดที่เราจะเดินสวนกัน
ผมชักมันออกมาจากฝัก
แล้วออกแรงฟันลงไปตรงเอวที่ขอดกิ่วของเธอ

เธอเดินต่อไปได้อีกเพียงก้าวเดียว
ก่อนที่ร่างท่อนบนและท่องล่างของเธอจะหลุดหล่นออกจากกัน
ร่างสองส่วนกองอยู่บนพื้นสะพานลอย
กระตุกเร่าๆ

ชายขอทานกำลังจะวิ่งหนี
ตะกี้ผมเห็นว่าเขาขาขาด
แต่เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน
ขาของเขากลับงอกออกมาใช้งานได้ทันที หรือว่าจริง ๆ เขาตบตาคนอื่นว่าขาขาด

ผมวิ่งตามไปจนทัน
แล้วเงื้อมันขึ้นลงแรงฟาดด้านคมไปตรงข้อเท้าของชายขอทาน
มันหลุดออกจากกันทันที
เขาไม่มีเท้าให้วิ่งอีกต่อไป

เขานอนร้องคร่ำครวญทรมานด้วยความเจ็บปวด
ผมลงแรงอีกครั้งตัดขาของเขาอีกข้างตั้งแต่ต้นขาลงไป
ทีนี้เขาก็จะเป็นขอทานที่ขาขาดจริงๆ
ไม่ต้องหลอกใครอีกต่อไป

ผมเดินสบายใจ
จับรถแท็กซี่กลับบ้าน
ผมผิวปากในรถด้วยความสบายใจ
คนขับแท็กซี่มองผมผ่านกระจกมองหลัง แล้วเขาก็ยิ้มตาม

รถแท็กซี่มาจอดที่ประตูรั้วหน้าบ้าน
คนขับแท็กซี่มองมิเตอร์บอกราคาค่าโดยสาร
ผมหยิบแบงค์ห้าร้อยยื่นให้คนขับรถแท็กซี่
ผมบอกเขาว่าไม่ต้องทอน

สามทุ่มสี่สิบห้า ผมก้าวผ่านประตูเข้าไปในตัวบ้าน
กลิ่นบางอย่างคละคลุ้ง หอมหวล
ผมเดินขึ้นไปชั้นบน ผลัดผ้าเตรียมอาบน้ำ
ผมอยากนอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำของผม

น้ำอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ
ผมค่อย ๆ แหย่ขาลงไปในอ่างอาบน้ำทีละข้าง
ผมค่อย ๆ หย่อนตัวลงไปในอ่างอาบน้ำ
ผมเอนหลังพิงอยู่ในท่านอนในอ่างอาบน้ำ

สบายเหลือเกิน
น้ำอุ่นสบาย คลายกล้ามเนื้อที่อ่อนล้ามาทั้งวัน
ผมหลับตาปล่อยให้สายน้ำบำบัด
เนิ่นนานจนหลับไป

ผมรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อถูกแรงกดที่หัว
หัวของผมจมลงไปใต้น้ำ
ทำไมผมขยับไม่ได้
เหมือนผมถูกตรึงไว้กับอะไรสักอย่าง

น้ำใสในอ่างอาบน้ำกลายเป็นสีแดง
นั่นเลือด แต่มันเป็นของใคร
ผมมองผ่านเลือดสีแดงใต้น้ำ
มันปักอยู่ที่กลางลำตัวของผม ผมขยับเขยื้อนไม่ได้

ผมดิ้นทุราทุราย
ผมพยามกลั้นหายใจ จนวินาทีสุดท้าย
แต่ร่างกายมันไม่อาจฝืน ผมสูดเอาน้ำเข้าปอดเต็มอัก ผมรู้สึกได้ทันทีว่าปอดยุบ
มันเจ็บปวดทรมาน ผมหายใจเอาน้ำเข้าไปอีก โลกทั้งโลกพร่ามืด ผมกำลังสิ้นสติสัมปชัญญะ

ผมตกใจผวาขึ้นมาหายใจ
เหนื่อยเหมือนจะขาดใจนี่ผมฝันไปหรอกหรือ
ผมลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำด้วยร่างเปลือยเปล่า
ผมเข้าห้องนอนผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเลือกชุดนอนผ้าฝ้ายบางเบาสีครีมอ่อนของเธอ

ผมเดินลงไปชั้นล่าง ตรงไปยังห้องครัว
เลือดแห้งกรังทั่วพื้นห้องครัว ร่างของเธอนอนนิ่งอยู่บนกองเลือดแห้งนั้น
หัวของเธอตกไปอยู่บนซิ้งค์ล้างจาน เธอยังสวยเหมือนเดิมแม้จะมีริ้วรอยของกาลเวลา
ผมประคองหัวของเธอขึ้นมาแนบอก แล้วยกหัวของเธอขึ้นมาบรรจงจุมพิตไปที่ริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย

เสียงกรีดร้องดังขึ้นที่ด้านหลัง
ผมได้ยินเสียง พ่อทำอะไรแม่
ผมไม่ตอบผมยังกอดหัวของเธอไว้แนบอก
พ่อทำอะไรแม่ ผมได้ยินประโยคนี้อีกครั้งเจือเสียงสะอื้นหนัก ๆ

ผมไม่ได้ตอบอะไรเธอ
เธอไม่ใช่ลูกของผม
เธอเป็นลูกที่ติดท้องมาก่อนที่แม่ของเธอจะแต่งงานกับผม
เธอรู้เรื่องนี้ดี

ผมไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อ
ก็เธอไม่ใช่ลูกของผม
เธอเกลียดผม แต่แม่ของเธอรักผม
ผมจะทำอะไรเธอก็ได้ ตั้งแต่เธอเพิ่งเริ่มเป็นสาว

ก็แม่ของเธอยินยอมพร้อมใจ
ตอนนี้ในท้องของเธอมีลูกของผมอยู่
แม่ของเธอก็รู้ดีแก่ใจ
ผมชอบน้ำตาที่ไหลเอ่อของเธอ

พ่อทำอะไรแม่ เสียงนั้นกรีดร้องขึ้นอีก คราวนี้มันเจือความอาฆาตแค้น
ผมคุกเข่าลงกับพื้น ค่อย ๆ วางหัวที่กอดแนบอกไว้ข้างกาย
ผมเอื้อมมือหยิบมันที่วางบนโต๊ะกินข้าว ยื่นส่งให้เธอ
เธอรับมันไว้ เธอกำมันแน่น

ผมเอนไปด้านหลังเล็กน้อย แล้วเงยคอ ในท่านั่งคุกเข่า
ผมเห็นเธอค่อย ๆ ชักมันออกจากฝักอย่างเชื่องช้า เผยให้เห็นความแวววาวของมันยามสะท้อนแสงนีออน มันสวยงามจับใจ
ผมจ้องไปที่ดวงตาของเธอ ผมเห็นน้ำตาของเธอ งดงามเหลือเกิน
มึงทำอะไรแม่กู เธอตะโกนใส่ผมอย่างเกรี้ยวกราด

นั่นเป็นเสียงและภาพสุดท้ายในชีวิตของผมก่อนที่หัวของผมจะหลุดออกจากบ่า…

ใส่ความเห็น